งรู้สึกสบายอย่างยิ่ง จิตใจสงบสุข ไม่มีความกลัวใดๆ แต่คำพูดต่อมากลับเปลี่ยนรสชาติไป ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เหมือนคำพูดของนักบวชจริงๆ
ฟางอวิ๋นจิ้งลืมตามองโดยจิตใต้สำนึก เห็นหมาป่าหัวเหมือนลูกวัวถูกจับไว้ตรงกระดูกสันหลัง หิ้วอยู่กลางอากาศ ปากยาวแทบจะงับคอเธออยู่แล้ว! นี่คือหมาป่าเดียวดายที่จะกระโจนเข้ามาปลิดชีพเธอ!
แต่คนที่จับหมาป่าตัวนี้ไว้คือเจ้าอาวาสวัดเอกดรรชนีฟางเจิ้ง! ฟางเจิ้งวัยหนุ่มที่ดูแล้วผิวขาวเนียนและสุภาพบอบบาง!
หมาป่าดุร้ายตัวนี้ถูกชายหนุ่มสุภาพบอบบางหิ้วไว้ในมือ ภาพนี้เดิมทีควรจะไม่เข้ากันมากถึงจะถูก แต่ภาพตรงหน้านอกจากจะเข้ากันดีแล้ว ยังดูเป็นธรรมชาติมาก และก็งดงามมาก ไม่ผิด งดงาม!
ข้างหลังเป็นผืนฟ้า กลางนภามีดวงจันทร์ แสงจันทร์ แสงดาวคลุมร่างนักบวชประหนึ่งอาบน้ำอยู่กลางแสงแห่งพุทธะ ศักดิ์สิทธิ์ น่าเกรงขาม เคร่งขรึมและเงียบ หมาป่าตัวนั้นยิ่งดุร้ายมากเท่าไร ก็ยิ่งเสริมให้เอกลักษณ์ของนักบวชไม่ธรรมดา
ฟางเจิ้งไม่ได้คิดมากขนาดนั้น หมาป่าในมือก็คิดไม่ซื่อ พยายามบิดตัวหันหัวมาแว้งกัดเขา เขาจึงยกมือซ้ายตบไปหนึ่งที!
ป๊าบ!
เขาตบปากใหญ่ของมันจนคำรามกรอดๆ มีเลือดไหลตรงมุมปาก!
ฟางเจิ้งกล่าวไปอีกว่า “เดรัจฉาน ยังกล้าใช้อุบายอีกเรอะ”
พูดจบยังไม่ทันที่หมาป่าจะโต้ตอบ เขาก็ตบมันที่บ้องหูไปอีกสามที! ฟางเจิ้งที่ฝึกวิชาหัตถ์พลังนักรบโพธิสัตว์มาแล้วมีพลังสูงมาก ตบจนหน้าหมาป่าเดียวดายบวมจนคล้ายหั