งนะ”
ซือหม่าโยวเย่ว์ก็มิได้คิดจะโขกสับเขาจริงๆ จึงหมุนกายออกไป พอเปิดประตูใหญ่ก็เห็นเหลียนหงยืนหลั่งน้ำตาอยู่ภายในลานบ้าน
“เข้าไปสิ” เธอพูดประโยคหนึ่งแล้วจากไป
เหลียนหงอยู่ตรงนี้ไม่ได้ไปไหน และซือหม่าโยวเย่ว์ก็รู้ตั้งแต่ต้น มีเพียงโฉวเซี่ยวเทียนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเกินไป พลังชีวิตร่อยหรอเกินไป สติรับรู้ไม่แจ่มชัดอยู่บ้าง จึงไม่ รู้ว่าเขายังอยู่ข้างนอก
“ขอบคุณท่านมาก” เหลียนหงคารวะซือหม่าโยวเย่ว์อย่างซาบซึ้ง
ซือหม่าโยวเย่ว์ยิ้มแล้วออกไปจากลานบ้าน
เธอรู้ว่าทั้งสองมีเรื่องที่ต้องคุยกันมากมาย ตนไม่รู้จะดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องของผู้อื่น
เพราะทัศนคติที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้ป่วย การเดินทางของพวกเขาจึงเลื่อนออกไปอีกหลายวัน
ห้าวันให้หลัง โฉวเซี่ยวเทียนก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างสดชื่นต่อหน้าทุกคนอีกครั้ง เมื่อเห็นพวกซือหม่าโยวเย่ว์มาคิดค่าที่พักจึงเอ่ยว่า “ค่าที่พักของพวกท่านไม่จำเป็นต้องจ่าย”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จะคืนมัดจำที่จ่ายไปตอนนั้นให้ด้วยหรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“ส่วนนั้นคงไม่ได้หรอก สิ่งที่ให้ไปแล้วย่อมเอากลับคืนไม่ได้” โฉวเซี่ยวเทียนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ก