หงรีบปฏิเสธ “ย่อมมิใช่ เจ้าเกาะของพวกข้าใกล้สิ้นอายุขัยแล้วจึงต้องการพบผู้บำเพ็ญพรตที่เข้าใกล้สู่ความเป็นเซียนที่สุดบนโลกใบนี้ก่อนทอดกายในสุสานเท่านั้น”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้า “ชีวิตมนุษย์ย่อมต้องมีเรื่องให้เสียดาย มิใช่หรือไร”
นักพรตเฮอหงสะอึก
เยี่ยสวินตี๋เอ่ยอย่างรำคาญ “มรรคาจารย์เป็นผู้ใด เจ้าอยากเชิญก็เชิญได้อย่างนั้นหรือ หากอยากเชิญมรรคาจารย์ให้ได้นัก ข้าไปแทนมรรคาจารย์สักหนก็ได้ เพียงแต่ว่าเชิญเทพมาน่ะง่าย แต่เชิญเทพกลับน่ะยาก ข้าคนนี้ไม่ยอมรับการดูแลแบบขอไปทีหรอกนะ”
พอพูดมาถึงประโยคสุดท้าย เขาก็เผยรอยยิ้มนึกสนุก
นักพรตเฮอหงถอนหายใจแล้วหันไปมองเจียงฉางเซิงอีกหน “ผู้ฝึกยุทธ์ยุคโบราณอาศัยพลังแห่งฟ้าดินสร้างพลังแห่งโชคชะตา ปัจจุบันพลังแห่งโชคชะตาบนโลกมีเพียงราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่ได้ครอบครอง แต่เกาะลับแลน้อยคิดว่ามิสมควรเป็นเช่นนี้ พวกข้าต้องการสร้างสำนักแห่งโชคชะตา ลัทธิแห่งโชคชะตา มิทราบว่ามรรคาจารย์คิดเห็นเช่นไร”
ลัทธิแห่งโชคชะตา! นี่ดูเป็นความคิดที่น่าสนใจอยู่พอสมควร เจียงฉางเซิงใคร่ครวญอยู่เงียบๆ
สำนักบนทวีปชีพจรมังกรอาศัยพลังแห่งโชคชะตามาฝึกปรือพลังยุทธ์เท่านั้น มิได้ดึงพลังแห่งโชคชะตามารวมกันแล้วผสานเป็นหนึ่งกับพลังแห่งโชคชะตา ความคิดของเกาะลับแลน้อยไม่เลวเลย หากทำสำเร็จ มันจะทิ้งร่องรอยที่มิอาจลบเลือนได้ไว้ในโลกแห่งยุทธ์
แต่เจียงฉางเซิงไม่สนใจ! เขาไม่จำเป็นจะต้องให้อารามมังก