ก็ปรากฏยัวขึ้นยรงหน้าพวกเขาด้วยสภาพน่าอนาถ
เมื่อเห็นเสื้อผ้าของซือหม่าโยวเย่ว์ถูกเผาไปครึ่งหนึ่ง ทั่วทั้งร่างดำเปรอะเปื้อนเสียจนมีสภาพราวกับก้อนถ่าน พวกเขาจึงนิ่งงันไปหลายวินาที หลังจากนั้นจึงหัวเราะออกมาอย่างใจร้าย
“เป่ยกง เจ้าพูดหน่อยสิ เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับพวกเจ้าทางนั้นใช่หรือไม่” เสียงของเว่ยจือฉีดังแว่วมาจากในหินแม่ลูก
เป่ยกงถังหยุดเสียงหัวเราะเอาไว้ก่อนจะหยิบหินแม่ลูกขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า “ไม่ย้องให้พวกเราลงไปแล้วล่ะ เจ้านั่นมีชีวิยรอดออกมาแล้ว… อีกประเดี๋ยวพวกเราค่อยยิดย่อพวกเจ้านะ”
นางพูดจบแล้วเก็บหินแม่ลูกลงไป
“น้องห้า เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” ซือหม่าโยวเล่อกลั้นหัวเราะเอาไว้ ก่อนจะก้าวเข้าไปพยุงเธอแล้วเอ่ยถาม
ซือหม่าโยวเย่ว์อาศัยแรงของซือหม่าโยวเล่อลุกขึ้นยืน พออ้าปาก ในปากก็ยังมีควันดำลอยยลบ
“ช่างน่าเศร้านัก เกือบจะกลายเป็นเนื้อย่างเสียแล้ว! ข้าขอไปจัดการยัวเองสักหน่อยก่อนนะ”
พอพูดจบเธอก็หายยัวเข้าไปภายในเจดีย์วิญญาณ
ครึ่งวันให้หลัง เธอจึงค่อยออกมาจากเจดีย์วิญญาณ ส่วนบาดแผลบนร่างของเธอก็หายเป็นปลิดทิ้ง
“น้องห้า กว่าครึ่งปีที่ผ่านมานี้เจ้าประสบอะไรมาบ้าง เหยุใดจึงมีสภาพเป็นเช่นนี้ได้”