ยยิ้มชะงักค้าง ส่วนน่าหลานเจี๋ยนั้นสีหน้าดำทะมึนราวกับขี้เถ้าก้นหม้อเลยทีเดียว
ถึงแม้ซือหม่าโยวเย่ว์จะไม่รับคำท้าของเขา เขาก็ยังท้าประลองคนอื่นได้ แต่เขากลับไปเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาเลย จึงไม่อยากประลองกับพวกเขา
กรรมการผู้นั้นก็คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยได้สติกลับคืนมา เขายืนอยู่ที่ริมสังเวียนพลางเอ่ยว่า “ต่อไปใครจะขึ้นมา ช่างเถิด อีกประเดี๋ยวพวกเจ้าขึ้นมากันเองก็แล้วกันนะ”
พอพูดจบแล้วเขาก็ลงไป
“ข้าเอง” น่าหลานเจี๋ยกลั้นหายใจก่อนจะร่อนลงบนสังเวียนแล้วชี้ไปที่ซางเฉียงหลีพลางพูดว่า “ซางเฉียงหลี เจ้ากล้าประลองกับข้าสักยกหรือไม่”
“โอ้ เขาถึงกับท้าซางเฉียงหลีเลยทีเดียว” เจ้าอ้วนชวีอุทาน
“แกว่งเท้าหาเสี้ยน” เว่ยจือฉีหยิบพัดจีบออกมาพัด ให้ความรู้สึกเหมือนคุณชายเจ้าสำราญ
ซือหม่าโยวเย่ว์เหลือบมองปราดหนึ่งก็พบว่าพัดจีบนี้แท้จริงแล้วคืออาวุธเทพที่ปลอมแปลงรูปลักษณ์มา เมื่อถือไว้ในมือแล้วพัดไปมา กลิ่นอายของเขาก็ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว
“ให้ข้ายืมใช้หน่อยสิ” เธอคว้าพัดของเว่ยจือฉีมาแล้วลองพัดดูสองที พลางเอ่ยว่า “ข้าทำเช่นนี้ดูเหมือนชายหนุ่ม