ว แต่คิดไม่ถึงว่าซือหม่าโยวเย่ว์จะพูดออกมาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ คนตระกูลน่าหลานจึงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ไม่เจอกันสองปี เจ้าก็แข็งแกร่งขึ้นไม่น้อยเลยนะ” น่าหลานเจี๋ยจำเธอได้จากที่เคยพบกันที่เมืองหลินชวนในตอนนั้น
รอยยิ้มบนใบหน้าซือหม่าโยวเย่ว์ไม่จางลงเลย เธอเอ่ยว่า “ขอบใจที่ชม แต่ไม่พบกันสองปี กลิ่นอายของเจ้ามิได้แข็งแกร่งขึ้นสักเท่าใดเลยนี่”
“เจ้า…” คนตระกูลน่าหลานโมโหจนแทบจะเข้ามาทุบตีเธอ แต่กลับถูกน่าหลานเจี๋ยสกัดเอาไว้
“เจ้าเป็นใครกัน” ชายหนุ่มที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถาม
“แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร” ซือหม่าโยวเย่ว์ถามกลับ
“ข้าคือหยวนเฟิง ศิษย์ของผู้อาวุโสสี่แห่งสมาพันธ์นักหลอมยา” หยวนเฟิงพูด
“สมาพันธ์นักหลอมยา ชื่อฟังดูใหญ่โตเหลือเกินนะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ พวกเจ้าก็มิอาจสาดน้ำโคลนใส่ตระกูลซือหม่าตามใจชอบได้อยู่ดี! ในเมื่ออยากหยั่งเชิงพลังยุทธ์ของตระกูลซือหม่า เช่นนั้นก็เข้ามาสิ”
“เจ้าหาเรื่องใส่ตัวเองนะ! อีกประเดี๋ยวข้าจะตีจนมารดาเจ้าจำเจ้าไม่ได้เลย!” หยวนเฟิงพูดอย่างอำมหิต“หมาป่าสีขาว ลุยเลย!”
“เจ้าวิหคน้อย เจ้าไปเล่นกับเจ้าหมาป่าน้อยนั่นหน่อยสิ! ระวังอย่าทำมันตายเสียล่ะ สัตว์อสูรเ