งฟ้าแดงๆ เหมือนฝนจะตกเลยนะ” ซือหม่าโยวเย่ว์เงยหน้าขึ้นมอง “ก็ไม่มีนี่นา! แปลกจริง”
ซือหม่าโยวหลินถลึงตาใส่ซือหม่าโยวเย่ว์ เจ้าคนผู้นี้ช่างน่าต่อยเสียจริง
เขายืนอยู่บนกราบข้างเรือตั้งแต่ตอนที่ซือหม่าโยวเย่ว์ตื่นเต้นกับปลาในน้ำแล้ว เดิมทีก็ไม่คิดจะเข้ามาร่วมวงด้วย แต่เมื่อเห็นนัยน์ตาเปล่งประกายคู่นั้นของซือหม่าโยวเย่ว์ เขาก็เดินเข้ามาร่วมสนทนากับเธอโดยไม่รู้ตัว
“สัตว์ทะเลเหล่านั้นพลังยุทธ์แข็งแกร่งยิ่งนัก แม้แต่พวกเราก็มิอาจไปยุแหย่พวกมันตามใจชอบได้” เขาเอ่ยเตือน “ถึงแม้ว่าเจ้าจะมีความสนใจต่อพวกมันมาก ก็อย่าทำอะไรหุนหันพลันแล่นล่ะ”
“อืมๆ ข้าจะพยายาม” ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้า
เธอมาที่พื้นสมุทรเป็นครั้งแรก ย่อมไม่มีทางทำอะไรหุนหันพลันแล่นอยู่แล้ว ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นถึงสถานที่ที่แม้แต่จ้าววิญญาณยังต้องหวาดหวั่น ย่อมต้องมีความอันตรายในตัวของมันเองอย่างแน่นอน
“โยวหลิน ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อนี้ข้าต้องคิดถึงภูตผีวิญญาณทุกครั้งเลย” ซือหม่าโยวเย่ว์พึมพำเสียงเบา แต่เห็นได้ชัดว่าเสียงนั้นยังไม่เบาพอ เพราะทั้งสองคนที่อยู่ข้างเธอล้วนได้ยินกันทั้งคู่
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของซือหม่าโยวหลินมิได้เรียบเฉยอีกต่อไป ซือหม่าโยวหลานจึงอดที่จะปิดปากพลางลอบหัวเราะมิได้
เมื่อเห็นท่าทีไม่สงบของเขา ซือหม่าโยวเย่ว์ก็พึงพอใจยิ่ง “ใช่แล้ว ข้าจะไปจำแนกเครื่องยา ส่วนโยวหลินจะอาศัยโอกาสนี้ในการฝึกฝน แล้วเหตุใดเจ้าต้องไ