หลังจากที่พวกซือหม่าโยวเย่ว์ออกมาจากหอเซวียนหยวนได้ไกลแล้ว พวกเขาก็สบตากันไปมา หลังจากนั้นจึงพากันหัวเราะฮ่าๆ เสียงดังขึ้นมา
“พวกเราไม่เคยฉีกหน้าใครเช่นนี้มาก่อนเลย! ความรู้สึกนี้ช่างมีความสุขเหลือเกิน!” เจ้าอ้วนชวีหัวเราะดังลั่นแล้วเอ่ยขึ้น
เสี่ยวถูถือก้อนหินที่ซือหม่าโยวเย่ว์ซื้อให้เขาเอาไว้ไม่ยอมวาง เขาหรี่ตาพลางเอ่ยว่า “ใครใช้ให้พวกเขาน่ารังเกียจถึงเพียงนั้นกันเล่า คำก็คนบ้านนอก สองคำก็คนบ้านนอก ดูแล้วเหมือนจงใจให้เราขายหน้าชัด!”
เว่ยจือฉียื่นมือมาลูบศีรษะเสี่ยวถูแล้วเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะมีด้านมืดกับเขาด้วย!”
“ด้านมืดอะไรกันเล่า ข้าฉลาดออกจะตายไป!” เสี่ยวถูปฏิเสธอย่างไม่พอใจ
ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าด้านมืดแปลว่าอะไร แต่ฟังจากสองพยางค์นี้แล้วน่าจะมิใช่คำที่ดีแต่อย่างใด!
“คนของตระกูลซือหม่าทำกับเจ้าเช่นนี้ ไม่รู้ว่าอีกสิบวันให้หลังตอนเจ้าไปทวงสัญญาจะมีสีหน้าเช่นไร” โอวหยางเฟยพูดพลางลูบคาง
“ต้องเจริญหูเจริญตามากแน่” เจ้าอ้วนชวีเอ่ยพึมพำ
“พวกเจ้าแต่ละคนเปิดเผยตัวตนสู่สาธารณะ ทั้งยังอยู่ด้วยกันอีกต่างหาก จะต้องดึงดูดความสนใจของขุมอำนาจใหญ่เป็นแน่ พวกเจ้าเคยคิดมาก่อนหรือไม่ว่าจะเข้าร่วมกับขุมอำนาจใด” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“ไม่ไปหรอก” เจ้าอ้วนชวีปฏิเสธตรงๆ พลางเอ่ยว่า “ตอนนี้พวกเราเกาะติดกับเจ้า ยังมีอนาคตมากกว่าไปอยู่กับขุมอำนาจเหล่านั้นเสียอีก”
“ถูกต้อง เป้าหมายของพวกเรามิได้อยู่ที่น