ึงค่อยคลายใจลง เขาพุ่งเข้าสู่อ้อมแขนของเว่ยจือฉีแล้วเอ่ยว่า “ข้าคิดว่าพวกท่านโยนเสี่ยวถูทิ้งเอาไว้แล้วจากไปน่ะสิ”
เว่ยจือฉีตบศีรษะเสี่ยวถูเบาๆ พลางอมยิ้มเอ่ยว่า “ในเมื่อรับปากเจ้าเอาไว้แล้วก็ไม่มีทางทิ้งเจ้าเอาไว้หรอกน่า”
“อื้ม” เสี่ยวถูพยักหน้า
“สถานการณ์ของเจ้าในตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง” เว่ยจือฉีถาม “ฝึกยุทธ์ได้แล้วหรือยังเล่า”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน พอข้าฟื้นแล้วก็วิ่งออกมาเลยขอรับ” เสี่ยวถูพูดอย่างขอโทษขอโพย
เว่ยจือฉีมองเท้าเปล่าเปลือยของเขาแล้วจึงยิ้มอย่างเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยว่า “เช่นนั้นพวกเราเข้าไปในห้องของเจ้ากัน แล้วข้าจะสอนเจ้าฝึกยุทธ์เอง”
“อื้ม ได้เลย!” เสี่ยวถูยิ้มอย่างเบิกบานใจ
เป่ยกงถังได้ฟังคำพูดของเว่ยจือฉีแล้วจึงค่อยคลายใจลง ก่อนจะหลอมยาวิเศษในมือต่อไป
เสี่ยวถูที่กลับมาถึงห้องแล้วปีนขึ้นไปบนเตียง ก่อนจะจัดท่านั่งขัดสมาธิในท่าทางของการบำเพ็ญ หลังจากนั้นเว่ยจือฉีก็เริ่มบอกให้เขาหลับตาตั้งสมาธิ รับสัมผัสปราณวิญญาณ ทั้งยังบอกเขาด้วยว่าปราณวิญญาณธาตุใด ก็จะเป็นจุดแสงสีนั้น
“พี่จือฉี ข้ารับสัมผัสปราณวิญญาณได้นานแล้วล่ะ” เสี่ยวถูพูด
“รับสัมผัสได้นานแล้วอย่างนั้นหรือ” เว่ยจือฉีพูดอย่างตกใจ
ยังไม่อาจบำเพ็ญได้ ก็รับสัมผัสได้อย่างนั้นหรือ
“อื้ม หลังจากที่พี่โยวเย่ว์ทลายเปิดเส้นลมปราณครั้งแรกให้กับข้า ข้าก็รับสัมผัสปราณวิญญาณได้แล้ว” เสี่ยวถูตอบ
“เช่นนั้นเจ้ารับสัมผัสปราณวิญญาณธาต