้งสุดท้ายให้กับเจ้า”
พอพูดจบเธอจึงออกจากห้องไป
พวกเว่ยจือฉีก็เหน็ดเหนื่อยอย่างแท้จริง แต่ละคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน เป่ยกงถังตบศีรษะเสี่ยวถูเบาๆ แล้วกลับไปเช่นกัน
เสี่ยวถูยืนอยู่ในลานบ้านพลางมองดูประตูห้องที่ปิดสนิทของพวกเขา ใบหน้าเล็กขมวดย่น มิได้เผยแววดีใจที่จะฝึกยุทธ์ได้แล้วเลย
ในขณะเดียวกันนั้น องค์จักรพรรดิผู้อยู่ที่เมืองหลวงไกลออกไปได้รับข่าวด่วนจากเมืองผิงคังแล้ว เจ้าเมืองผิงคังเล่าเรื่องเมื่อคืนก่อนให้เขาฟังโดยละเอียด จักรพรรดิจันทร์ประจิมที่อ่านรายงานข่าวจบแล้วฟาดจดหมายลงบนโต๊ะอย่างโมโห
“ฝ่าบาท เป็นอะไรไปหรือพ่ะย่ะค่ะ” น้อยครั้งนักที่ราชองครักษ์คนสนิทที่อยู่ข้างๆ จะเห็นเขาเดือดดาลเช่นนี้จึงเอ่ยถามขึ้น
“หึ!” เขาโยนจดหมายนั้นใส่ร่างของราชองครักษ์โดยไม่เอ่ยวาจา
ราชองครักษ์กวาดตามองเนื้อความในจดหมายปราดหนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ “ฝ่าบาท องค์หญิงทรง…”
“ก่อนหน้านี้ไม่นานเมืองไตรวารีเพิ่งจะส่งข่าวมาว่ามีสัตว์อสูรเหนือเทพปรากฏตัวขึ้น คราวนี้ถึงกับมาบอกให้ข้าไปเอาเรื่องกับสัตว์อสูรเหนือเทพ!” จักรพรรดิจันทร์ประจิมพูด “ถ้าหากสัตว์อสูรเหนือเทพโมโหขึ้นมา ก็ต้องเตือนบรรดาผู้อารักขาเอาไว้ ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะเขาได้เลย! สัตว์อสูรเหนือเทพนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าจ้าววิญญาณเสียอีกนะ!”
“ฝ่าบาทอย่าทรงเร่งร้อนนักเลยพ่ะย่ะค่ะ สัตว์อสูรเหนือเทพนั่นอาจจะมิได้มาก่อความวุ่นวายให้เ