ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูอาทิตย์อัสดงของเทือกเขาสั่วเฟยย่าพลางเอ่ยว่า “ผู้ที่ทำให้สัตว์อสูรเทพเชื่อฟังคำสั่งได้นั้นมีเพียงผู้ที่ระดับขั้นสูงกว่ามันเท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องมีพลังยุทธ์อันน่าหวาดหวั่นอีกด้วย…”
ผู้คนบนกำแพงเมืองจำนวนไม่น้อยต่างก็จำพลังยุทธ์ของสัตว์อสูรวิเศษเบื้องล่างได้ ย่อมต้องนึกถึงจุดนี้ได้อยู่แล้ว อย่างเช่นวังเหล่ยที่ขมวดคิ้วจนหน้ายับย่น รวมทั้งซุนลี่ลี่ที่ยืนสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ข้างเขาด้วย
เมื่อปรมาจารย์วิญญาณที่หาตัวมาชั่วคราวเห็นสัตว์อสูรวิเศษเบื้องล่างก็หาตัววังเหล่ยจนพบ หลังจากพูดอะไรบางอย่างแล้วก็รีบไปจากกำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะบินตรงเข้าไปในเมือง
ทิศทางนั้นก็คือสถานที่ตั้งของสมาคมปรมาจารย์วิญญาณแห่งเมืองไตรวารีนั่นเอง…
พอมีคนแรกแล้ว ต่อมาก็มีปรมาจารย์วิญญาณเลือกที่จะร่นถอยไปอย่างต่อเนื่องอีกหลายระลอก มิใช่ว่าข้อเสนอของจวนเจ้าเมืองดึงดูดใจไม่พอ แต่ทว่าต่อให้ได้รับผลตอบแทนอย่างงาม ก็ยังต้องมีชีวิตรอดมาเสพสุขจึงจะใช้ได้
ปรมาจารย์วิญญาณจำนวนหนึ่งเห็นปรมาจารย์วิญญาณที่ร่นถอยไปเหล่านั้นแล้วก็อดที่จะเอ่ยปากด่าทอมิได้ พวกเขาอยากจะช่วยเมืองไตรวารี ร่วมกันต้านทานการปฏิวัติสัตว์อสูรด้วยกันจริงๆ
“เจ้าปรมาจารย์วิญญาณพวกนี้ ร่นถอยไปเสียอย่างนั้น” เจ้าอ้วนชวีมองปรมาจารย์วิญญาณที่จากไปเหล่านั้นด้วยสายตาดูแคลนอย่างยิ่ง
“ถ้าหากเจ้าไม่รู้จักกับอวิ๋นฉี เจ้าจะอยู่ที่นี่ต่อไปหรือ