ไม่” เว่ยจือฉีพูดขึ้น
เจ้าอ้วนชวีลูบจมูกตัวเองพลางเอ่ยว่า “สัตว์อสูรวิเศษมากมายถึงเพียงนี้ ถ้ามิใช่เพราะอวิ๋นฉีช่วยเหลืองานใหญ่ของโยวเย่ว์ พวกเราจะมามัวอยู่ที่นี่ทำไมกันเล่า! พวกเราก็มิใช่ยอดฝีมืออันใดเสียหน่อย!”
“เจ้าอ้วน จือฉี เป่ยกง โอวหยาง ถ้าหากสู้กันขึ้นมาจริงๆ พวกเจ้าต้องขี่หลังสัตว์อสูรวิเศษของพวกเจ้าไปต่อสู้นะ อย่าลงไปตามลำพังเป็นอันขาด ถ้าหากสัตว์อสูรวิเศษของพวกเจ้าต้านทานไม่ไหวก็จงถอยกลับมา อย่าต่อสู้พัวพันเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์เอ่ยกำชับ
“พวกเรารู้แล้วน่า!” เจ้าอ้วนชวีพูด “เป้าหมายของพวกเราคือการไปช่วยท่านปู่เป็นเพื่อนเจ้า มิใช่พาตัวเองมาตายอยู่ที่นี่เสียหน่อย!”
พวกเป่ยกงถังและโอวหยางเฟยต่างพยักหน้า
ซือหม่าโยวเย่ว์เบนสายตาไปทางเทือกเขาสั่วเฟยย่าอีกครั้งแล้วเอ่ยพึมพำว่า “เหตุใดข้าจึงสังหรณ์ใจไม่ดีเลยเล่า…”
สัตว์อสูรวิเศษเบื้องล่างไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว คนบนกำแพงเมืองก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม แต่มีบางคนที่ใจกล้าหน่อยนั่งลงกับพื้นแล้วพิงกำแพงเมืองหลับไป
วังเหล่ยได้ฟังคำที่ไป๋อวิ๋นฉีถอดความให้ฟังแล้วจึงมองไปทางพวกซือหม่าโยวเย่ว์แวบหนึ่ง หลังจากนั้นจึงส่งคนบินออกไปลองเจรจากับสัตว์อสูรวิเศษที่ทำหน้าที่สั่งการดู แต่สัตว์อสูรเทพตนนั้นเพียงแค่ลืมตาขึ้นมามองแวบหนึ่ง หลังจากนั้นก็หลับตาต่อไปโดยไม่ได้พูดอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
คนที่ไปเจรจาเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาตอบสน