องก็ไม่กล้าดันทุรัง ได้แต่หมุนกายบินกลับไปเท่านั้น
“ดูเหมือนว่าสัตว์อสูรวิเศษเหล่านี้ได้ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่พูดไม่เคลื่อนไหวใดๆ เลยก่อนที่สัตว์อสูรวิเศษตนนั้นจะมา” เป่ยกงถังเห็นคนที่ไปเจรจาผู้นั้นล้มเหลวกลับมาจึงเอ่ยขึ้น
“ไม่รู้ว่าที่แท้แล้วเป็นเรื่องอันใดกันแน่ จึงก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรวิเศษอย่างใหญ่โตเช่นนี้ได้” เว่ยจือฉีพูดพลางมองดูเทือกเขาสั่วเฟยย่า
“ไม่ว่าจะเป็นอะไร ย่อมต้องมิใช่เรื่องดีแน่!” เจ้าอ้วนชวีพูด “พวกเจ้าว่าจะใช่ความเคลื่อนไหวที่พวกหัวโจกในสั่วเฟยย่าก่อขึ้นหรือไม่ มิฉะนั้นจะมีสัตว์อสูรเทพมากันมากมายเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า”
“ถ้าหากใช่จริงๆ ก็คงยุ่งยากเสียแล้วล่ะ เกรงว่าทั่วทั้งเมืองไตรวารีก็ยังต้านไม่ไหวเลย” เว่ยจือฉีพูด
“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอันใด อีกไม่นานก็น่าจะรู้เหตุผลแล้วล่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูความเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้าไกลออกไปพลางเอ่ยขึ้น
“พวกเจ้าดูสิ บนท้องฟ้าเหนือเทือกเขาสั่วเฟยย่าน่ะ!” มีคนร้องขึ้นอย่างตกใจ
คนทั้งหมดต่างถูกดึงดูดความสนใจไปยังเสียงร้องอย่างตกใจนั้นแล้วมองไปยังเทือกเขาสั่วเฟยย่า
แสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงลับหายไปที่อีกฟากหนึ่งของภูเขา แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนตกใจมิใช่พระอาทิตย์ตก หากแต่เป็นเมฆครึ้มกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่ก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าเหนือภูเขาอย่างรวดเร็ว
“จู่ๆ มีเมฆครึ้มปรากฏขึ้นมาอย่างฉับพลันได้อย่างไรกัน”
“ฝนจะตกอย่างนั้นหรือ”