“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ต้องเป็นเพราะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นในเทือกเขาสั่วเฟยย่าแน่นอน!”
“เรื่องอันใดเล่าที่จะทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นได้”
“เมฆครึ้มบดบังหนาทึบอย่างฉับพลัน เหตุใดข้าจึงมีลางสังหรณ์ไม่ดีเอาเสียเลย”
“……”
ระหว่างที่ผู้คนคาดเดากัน เมฆครึ้มก็หนาทึบขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่มีวี่แววว่าฝนจะตกเลย
ซุนลี่ลี่มองดูเมฆครึ้มบนเทือกเขาสั่วเฟยย่า นัยน์ตาฉายแววไม่อยากเชื่อ นางมองวังเหล่ยพลางเอ่ยว่า “พี่เหล่ย หรือว่าสิ่งที่เห็นนี้จะเป็น…”
ในใจของวังเหล่ยก็ตื่นตระหนกเช่นเดียวกัน เขาเข้าใจความหมายของซุนลี่ลี่ จึงเอ่ยว่า “ข้าหวังจริงๆ ว่าจะมิได้เป็นอย่างที่พวกเราคิด! มิฉะนั้น…โอ้!”
เจ้าอ้วนชวีเพิ่งเคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก จึงคว้าแขนของเว่ยจือฉีเอาไว้โดยสัญชาตญาณ พลางเอ่ยว่า “ที่แท้นี่มันเรื่องอันใดกันแน่ เหตุใดข้าจึงสัมผัสพลังอันน่าหวาดหวั่นภายในเมฆครึ้มกลุ่มนั้นได้เล่า”
ซือหม่าโยวเย่ว์เรียกตัวเจ้าคำรามน้อยออกมา เมื่อเจ้าคำรามน้อยเห็นเมฆครึ้มแล้วก็ร้องออกมาในทันใด “การจำแลงกายของสัตว์อสูรเทพ!”
“การจำแลงกายของสัตว์อสูรเทพคืออะไรหรือ” เจ้าอ้วนชวีถาม
เจ้าคำรามน้อยมิได้คอยเกาะติดอยู่ข้างกายของซือหม่าโยวเย่ว์ดังเช่นก่อนหน้านี้แล้ว หากแต่มุดเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนเธอ หลังจากนั้นจึงเอ่ยอธิบายว่า “พอสัตว์อสูรวิเศษไปถึงระดับสัตว์อสูรเหนือเทพก็จะสามารถแปลงเป็นร่างมนุษย์ได้ แต่หากคิดอยากจำแ