่จำแลงกายอยู่ด้วย” เจ้าคำรามน้อยพูดอธิบาย
“เช่นนั้นจิตวิญญาณของสัตว์อสูรเหนือเทพตนนี้ช่างน่าสรรเสริญยิ่งนัก!” เจ้าอ้วนชวีเอ่ยชม “พวกเจ้าดูเมฆครึ้มนั่นสิ พวกเราแค่มองยังตื่นตระหนกกันเลย ไม่ต้องพูดถึงว่าอาจจะมีสายฟ้าฟาดลงบนร่างกายเลย”
“ช่างชวนให้คนนับถือจริงๆ นั่นแหละ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “แต่สิ่งที่ข้ากังวลใจยิ่งกว่าก็คือสัตว์อสูรจำแลงนั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติสัตว์อสูรในครั้งนี้หรือไม่”
“โยวเย่ว์ เหตุใดจึงพูดเช่นนี้เล่า”
ซือหม่าโยวเย่ว์รู้สึกได้ถึงพลังที่แฝงอยู่ภายในเมฆครึ้มนั้น จึงเอ่ยว่า “แค่รู้สึกน่ะ”
เมฆครึ้มบนท้องฟ้าเหนือเทือกเขาสั่วเฟยย่าหนาขึ้นเรื่อยๆ และมีสายฟ้าจำนวนหนึ่งปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้าเป็นระยะๆ แต่มีขนาดไม่ใหญ่นัก
ผู้คนบนกำแพงเมืองต่างมองดูความเคลื่อนไหวทางด้านสั่วเฟยย่ากันอย่างไม่วางตา สัตว์อสูรวิเศษด้านล่างของกำแพงเมืองก็พากันหมุนดัวไปมองเช่นกัน สัตว์อสูรวิเศษระดับต่ำจำนวนหนึ่งก็ตกใจจนลงไปคลานบนพื้นพลางสั่นสะท้านไม่หยุด
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นความพลุ่งพล่านอย่างต่อเนื่องนั้นมีสีแดงสายแล้วสายเล่าอยู่ระหว่างกลาง จึงเอ่ยว่า “มาแล้ว!”
เธอเพิ่งเอ่ยวาจาออกไป อสนีบาตสายหนึ่งก็แหวกลงมาจากกลางท้องฟ้าแล้วฟาดตรงลงไปยังจุดหนึ่งในเทือกเขา
……………………………………….