ามว่า “เหตุใดจู่ๆ เจ้าจึงถามถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า”
ซุนลี่ลี่เล่าเรื่องของซือหม่าโยวเย่ว์ให้ฟังโดยละเอียด พอจบแล้วสายตาที่วังเหล่ยมองไปยังซือหม่าโยวเย่ว์ก็มีความกังวลอยู่บ้าง
“หลี่ขุยส่งคนไปหาพี่สาวพี่เขยเรียบร้อยแล้ว พวกเราคิดว่าเจ้าอาจจะพอรู้เรื่องราวของตระกูลซือหม่าอยู่บ้างก็เลยลองถามดูน่ะ” ซุนลี่ลี่พูด
วังเหล่ยถอนหายใจแล้วพูดว่า “พวกเจ้าไม่ต้องไปตรวจสอบแล้วล่ะ ตระกูลที่พวกเจ้ากำลังตามหาก็คือตระกูลซือหม่าแห่งอาณาจักรอู๋กลางนั่นแหละ”
“พี่เหล่ย ท่านแน่ใจหรือ” ซุนลี่ลี่ถาม
“แน่ใจอยู่แล้วสิ” วังเหล่ยพูด “คนของตระกูลซือหม่าที่ข้าบอกว่าเคยเห็น ในบรรดาพวกเขาเมื่อตอนนั้นมีคนหนึ่งชื่อซือหม่าหลิน อีกคนชื่อซือหม่าเค่อ”
พวกซือหม่าโยวเย่ว์กับเว่ยจือฉีประสานสายตากันปราดหนึ่ง นัยน์ตามีความดีใจและมีความวิตกกังวลเจืออยู่ด้วย
ที่ดีใจก็คือในที่สุดก็พบร่องรอยของพวกซือหม่าเลี่ยจริงๆ เสียที ส่วนที่วิตกกังวลก็คือพลังยุทธ์ของอีกฝ่าย เกรงว่าคราวนี้คงจะจัดการได้ไม่ง่ายเลย
“มิทราบว่าจะไปที่อาณาจักรอู๋กลางได้อย่างไรหรือ” เว่ยจือฉีเอ่ยถาม
“การควบคุมระหว่างอาณาจักรของที่นี่มิได้เข้มงวดมากนัก ที่เมืองหลวงก็มีค่ายกลนำส่งไปยังอาณาจักรอู๋กลางอยู่ พอถึงตอนนั้นพวกเจ้าก็โดยสารผ่านค่ายกลนำส่งไปได้” วังเหล่ยพูด “แต่ค่ายกลนำส่งนี้มิได้มีทุกวัน ทุกสามวันห้าวันจึงจะมีสักครั้งหนึ่ง พวกเจ้าต้องลองไปถามเวลาที่แน่นอนเอาที่เ