มืองหลวงนะ”
“ขอแค่ไปได้ก็พอแล้ว” หัวใจที่ลอยคว้างของซือหม่าโยวเย่ว์สงบลงมาครึ่งหนึ่ง หวังว่าคราวนี้คงจะไม่ผิดพลาดอีก
ไป๋อวิ๋นฉีเห็นว่าสนทนากันมาได้พอสมควรแล้ว รู้ว่าซุนลี่ลี่และวังเหล่ยยังมีเรื่องที่ต้องการพูดคุยกันอีก จึงเอ่ยว่า “ท่านน้าเล็ก ข้าขอพาพวกโยวเย่ว์ไปก่อนนะ ก่อนหน้านี้ได้พูดกันเอาไว้ว่าหากมาถึงที่นี่แล้วจะต้องดื่มกับพวกเขาสักสองสามจอก”
“ไปเถิดๆ สหายของเจ้าเอง เจ้าย่อมรู้อยู่แล้วว่าควรต้อนรับขับสู้เช่นไร” ซุนลี่ลี่โบกไม้โบกมือ “ช่วงนี้พวกเจ้าก็อยู่กันที่จวนเจ้าเมืองไปก่อนนะ รอให้เอกสารยืนยันตัวตนของพวกเจ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยมาวางแผนกันว่าจะทำเช่นไรต่อไปดี”
“ได้เลยขอรับ เช่นนั้นก็รบกวนด้วย” พวกเว่ยจือฉีลุกขึ้นยืนแล้วโบกมือให้กับวังเหล่ยและซุนลี่ลี่ จากนั้นไป๋อวิ๋นฉีจึงออกไปจากตำหนักใหญ่
“ไปกันเถิด วันนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปดื่มสุราสักสองสามจอก” ไป๋อวิ๋นฉีโอบบ่าเว่ยจือฉีและเจ้าอ้วนชวีแล้วพาพวกเขาจากไปพร้อมเสียงหัวเราะดังลั่น
ภายในโถงรับแขก ซุนลี่ลี่เห็นพวกเขาจากไปแล้วจึงพูดกับวังเหล่ยว่า “พี่เหล่ย เมื่อครู่ท่านมีสิ่งใดปิดบังเอาไว้ไม่ยอมพูดใช่หรือไม่”
วังเหล่ยเลิกคิ้วมองซุนลี่ลี่โดยไม่พูดไม่จา
“เอาละ ท่านไม่พูดแล้วคิดว่าข้าไม่รู้หรืออย่างไร” ซุนลี่ลี่เอื้อมมือไปบีบจมูกวังเหล่ยแล้วเอ่ยว่า “ข้าเห็นสีหน้าของท่านเมื่อครู่ก็รู้แล้วว่าท่านมีสิ่งที่ไม่ยอมพูดอยู่ เป็นเรื่องใดกันหรือ