ตกแต่งอันผิวเผิน แต่เธอสนใจถ่านหินที่ส่งมาในยามหิมะตกมากกว่า นอกจากนี้การวางสิ่งเหล่านี้เอาไว้ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อันใด สู้แบ่งปันให้กับพวกเขาจะดีกว่า
“จู่ๆ ข้าก็รู้สึกขึ้นมาราวกับว่าข้าอยู่ในความฝันเลย” เจ้าอ้วนชวีเอื้อมมือไปหยิกเว่ยจือฉีที่อยู่ข้างๆ เว่ยจือฉีเจ็บปวดจนร้องโอดโอยเสียงดังลั่น
“ยังร้องอยู่ แสดงว่ารู้สึกเจ็บ เช่นนั้นพวกเราก็มิได้กำลังฝันไปสินะ!” เจ้าอ้วนชวีพูดด้วยสีหน้าเปรมปรีดิ์ มิได้เห็นเพลิงโทสะในดวงตาเว่ยจือฉีเลย
โอวหยางเฟยกลอกตาใส่พวกเขาทั้งสองก่อนจะอ่านตำราในมือต่อไป
เป่ยกงถังยิ้มบางๆ แล้วก้มหน้าลงอ่านตำราในมือ หลังจากนั้นจึงวางมันลง
ซือหม่าโยวเย่ว์มองตำราที่นางเพิ่งอ่านปราดหนึ่ง นั่นคือตำราศึกษาการหลอมยา เธอมองความอึดอัดในแววตาของเป่ยกงถังออก ดูเหมือนว่านางอยากศึกษาการหลอมยาเป็นอย่างยิ่ง แต่กลับฝืนใจตัวเองแล้ววางมันลง
“เป่ยกง เจ้าไม่อยากศึกษาการหลอมยาหรือ” เธอเอ่ยถาม
“อยากสิ แต่ตอนนี้พวกเราไม่มีเวลามากมายเช่นนั้นให้มาศึกษาหรอก” เป่ยกงถังพูด
นางพูดเช่นนี้ ทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเจ้าอ้วนชวีจางหายไปไม่น้อย
ความจำเป็นเร่งด่วนของพวกเขาในตอนนี้ก็คือการยกระดับพลังยุทธ์ของตนเอง ไม่มีเวลามาศึกษาสิ่งเหล่านี้เลยจริงๆ พวกเขามิได้มีพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์เหมือนซือหม่าโยวเย่ว์