รวดเร็วแล้วเอ่ยถามขึ้น
“เจ้าคำรามน้อยจะต้องก่อเรื่องอีกเป็นแน่” ซือหม่าโยวเย่ว์ใช้นิ้วหัวแม่เท้าคิดก็รู้ว่ามันต้องไปล่วงเกินผู้ที่ไม่สมควรล่วงเกินเข้าอีกแล้วเป็นแน่ ไม่สิ ล่วงเกินสัตว์อสูรวิเศษต่างหากเล่า
“ไม่ได้ ข้าวิ่งไม่ไหวแล้ว!” เจ้าอ้วนชวีวิ่งไประยะหนึ่งก็เหนื่อยเหลือเกินแล้วจริงๆ ไม่เหลือเรี่ยวแรงเลยแม้แต่น้อย
ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูสัตว์อสูรเทพที่เล็งเป้าพวกเขาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้พวกเขาจะวิ่งกันต่อไปก็มิใช่วิธีการที่ดีนัก สัตว์อสูรเทพตั้งหลายตัว ทั้งยังมีสัตว์อสูรทิพย์อีกจำนวนไม่น้อย พอจะปลิดชีพพวกเขาได้ในเสี้ยววินาที
หมดหนทางแล้ว!
ซือหม่าโยวเย่ว์หยุดฝีเท้า พวกโอวหยางเฟยเห็นเธอหยุดจึงหยุดฝีเท้าลงด้วยเช่นกันแล้วเอ่ยอย่างกระวนกระวายว่า “โยวเย่ว์ รีบวิ่งเร็วเข้าสิ!”
“ถึงวิ่งก็วิ่งไม่ทันพวกมันอยู่ดี” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เจ้าคำรามน้อย เจ้ารีบให้ข้าหน่อยสิ!”
เจ้าอ้วนชวีวิ่งไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว หลังจากที่เขาวิ่งมาถึงข้างกายซือหม่าโยวเย่ว์ก็เกาะบ่าเธอพลางหอบอย่างรุนแรง
เจ้าคำรามน้อยหันหน้าไปมองเหล่าสัตว์อสูรเทพที่อยู่ห่างจากพวกเขาเป็นระยะทางเล็กน้อยเท่านั้นแล้วยกขาอันจิ๋วขึ้น เพิ่มความเร็วของตนเองแล้วพุ่งเข้าใส่อ้อมกอดของซือหม่าโยวเย่ว์
พวกเป่ยกงถังก็รู้ว่าวิ่งต่อไปก็ไร้ประโยชน์ เมื่อเห็นพวกซือหม่าโยวเย่ว์หยุดฝีเท้าจึงหยุดเพื่อเตรียมตัวสำหรับเฮือกสุดท้ายเช่นเดียวกัน
“เย่ว์เย่ว์ รีบ