พวกเขาต่างคิดว่าตนเองจะสงบจิตใจกับเรื่องประหลาดของซือหม่าโยวเย่ว์ได้แล้ว แต่เธอก็ยังกระตุ้นพวกเขาอย่างรุนแรงได้ทุกครั้งอยู่ดี
“อันที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรหรอก การหลอมยาและการฝึกสัตว์อสูรล้วนต้องอาศัยพลังจิตทั้งสิ้น เพราะเหตุผลบางอย่างทำให้พลังจิตของข้าแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปอยู่เล็กน้อย” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“มิใช่คนน่ะสิ!” ผ่านไปครู่ใหญ่ เจ้าอ้วนชวีจึงพ่นวาจาหนึ่งออกมา
“เห็นด้วย” โอวหยางเฟยพยักหน้า
“มิผิด” เป่ยกงถังเห็นพ้อง
“ข้ากำลังคิดว่าข้าจะต้องชำแหละสมองของโยวเย่ว์มาดูสักหน่อยหรือไม่ว่าภายในเก็บสิ่งใดเอาไว้กันแน่” เว่ยจือฉีที่สุภาพนุ่มนวลมาโดยตลอดถูกกระตุ้นจนเผยสัญชาตญาณดิบของตนออกมาเสียแล้ว
เอ่อ…
ซือหม่าโยวเย่ว์มองพวกเขาอย่างอับจนคำพูด เธอเองก็รู้ดีว่าการที่ตนเป็นเช่นนี้ออกจะพิลึกคนอยู่เล็กน้อย แต่เจ้าพวกนี้ก็ไม่เห็นต้องกลายเป็นเช่นนี้เพราะถูกทำให้ตกใจนิดหน่อยเลยนี่นา
ในขณะนี้เอง ประธานสมาคมและรองประธานสมาคมของสมาคมนักฝึกสัตว์อสูรก็เข้ามาขัดจังหวะการสนทนาของพวกเขาพอดี
“ท่านประธานสมาคม ท่านอา” เว่ยจือฉียืนขึ้นคารวะพวกเขาทั้งสองก่อน จากนั้นจึงบอกสถานะของพวกเขาให้พวกซือหม่าโยวเย่ว์รู้
พวกซือหม่าโยวเย่ว์จึงลุกขึ้นคารวะ ประธานสมาคมก็โบกมือให้ทุกคนนั่งลง
ประธานสมาคมเดินมายังที่นั่งประธานแล้วนั่งลง ก่อนจะเริ่มมองประเมินซือหม่าโยวเย่ว์
ซือหม่าโยวเย่ว์สบสายตากับประธานสมาคมแน่วนิ่ง ในขณะที่เ