“จือฉี โยวเย่ว์สำเร็จเป็นนักฝึกสัตว์อสูรตั้งแต่เมื่อไหร่หรือ” เจ้าอ้วนชวีไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ จึงคว้าตัวเว่ยจือฉีมาถาม
เว่ยจือฉีปัดมือเขาทิ้งแล้วพูดว่า “เจ้าถามข้าแล้วจะให้ข้าไปถามใครเล่า”
“พวกเราดูกันอย่างสงบดีกว่า” เป่ยกงถังพูด
พวกเจ้าอ้วนชวีต่างพากันเงียบมองดูซือหม่าโยวเย่ว์ท้าชนกับอสูรหมีดิน
สำหรับคนนอก กระบวนการฝึกนั้นก็คือมนุษย์หนึ่งคนกับสัตว์อสูรหนึ่งตนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อนไม่พูดไม่จา ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่มีอะไรน่าดูเลย นอกจากนี้ยังกินระยะเวลาค่อนข้างนานอีกด้วย
ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ ซือหม่าโยวเย่ว์ฝึกมาตั้งแต่เช้าจนบ่าย ก็ยังไม่มีใครจากไปเลย
ทุกคนล้วนอยากจะเห็นว่าคนไร้ค่าเมื่อวันวาน ไม่เพียงแต่จะสำเร็จเป็นนักหลอมยาเท่านั้น แต่ยังสำเร็จเป็นนักฝึกสัตว์อสูรด้วยจริงหรือไม่ อยากเห็นว่าท้ายที่สุดแล้วเธอจะฝึกมันให้เชื่องได้สำเร็จหรือไม่
เว่ยจือฉีกับคนของสมาคมนักฝึกสัตว์อสูรคนอื่นๆ ล้วนเชื่อว่าซือหม่าโยวเย่ว์เป็นนักฝึกสัตว์อสูรกันหมดแล้ว ถ้าหากเธอมิใช่ เธอย่อมไม่มีทางต้านทานอสูรหมีดินได้เนิ่นนานถึงเพียงนี้อยู่แล้ว
“ใกล้สำเร็จแล้วล่ะ” รองประธานสมาคมเห็นแววตาของซือหม่าโยวเย่ว์เปล่งประกายมากขึ้นเรื่อยๆ
พวกเว่ยจือฉีมองไปทางอสูรหมีดินจึงเห็นว่ามันไม่มีความดุร้ายอยู่ในแววตาอีกต่อไปแล้ว ดูเชื่องพอๆ กับสัตว์อสูรวิเศษที่ขายอยู่ในร้านจำหน่ายสัตว์อสูรวิเศษเลยทีเดียว
หลังผ่านไปครู่หน