ดผู้คนมาได้มากมายเช่นนี้เท่านั้น แต่ยังจัดวางเส้นเขตแดนชั่วคราวเอาไว้อีกด้วย ทำให้ผู้คนที่มาชมดูความคึกคักมุงกันอยู่ภายนอก
“ดีมาก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“เช่นนั้นเจ้าปรับสภาพสักครู่หนึ่งแล้วเริ่มเลยดีกว่า” รองประธานสมาคมพูด
“ไม่ต้องหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดแล้วเดินไปยังตรงกลางจัตุรัส เธอเดินไปตรงหน้ากรงแล้วนั่งลง
“ซือหม่าโยวเย่ว์?”
“เขานั่งตรงหน้ากรงทำไมกัน”
“ตระกูลซือหม่ามิได้เกิดเรื่องหรอกหรือ เหตุใดเขาจึงยังอยู่ที่นี่ได้เล่า”
“เห็นท่าทางเช่นนี้ของเขา เขาจะฝึกสัตว์อสูรอย่างนั้นหรือ”
“มิใช่กระมัง! เขามิใช่คนไร้ค่าหรอกหรือ จะเป็นนักฝึกสัตว์อสูรได้อย่างไรกัน”
“เจ้าเพิ่งมาจากโลกภายนอกสินะ ซือหม่าโยวเย่ว์ผู้นี้มิใช่คนไร้ค่ามาตั้งนานแล้ว เมื่อหนึ่งปีก่อนก็เริ่มฝึกยุทธ์ได้แล้ว นอกจากนี้ตอนนี้ยังเป็นนักหลอมยาขั้นสองแล้วด้วย ชาตินี้พวกเราก็คงไม่มีพรสวรรค์เช่นนี้หรอก จะยังเป็นคนไร้ค่าได้อย่างไรเล่า”
“อะไรนะ เขาเป็นนักหลอมยาอย่างนั้นหรือ ทั้งยังเป็นขั้นสองเชียวหรือ!”
“ก็ใช่น่ะสิ คราวก่อนตอนงานเฉลิมพระชนมพรรษาของฝ่าบาท เขายังหลอมยาท่ามกลางสาธารณชนอีกด้วย นี่เป็นเรื่องที่รู้กันทั่วเมืองหลวงเลยนะ”
“เขาเป็นนักหลอมยา แต่เหตุใดข้าจึงเห็นท่าทางเขาเหมือนกำลังจะฝึกสัตว์อสูรเลยเล่า”
“หรือว่าเขาเป็นนักฝึกสัตว์อสูร”
“จะเป็นไปได้อย่างไร แค่เขาเป็นนักหลอมยาก็นับว่าปาฏิหาริย์แล้ว จะยังเป็นนักฝึกสัตว์อสูรอีกได