าหลินก็ยังพาตัวนางมาด้วย“ก็ยังไม่แน่หรอก” ซือหม่าหลินพูด “เพียงแต่นักหลอมยาเคยบอกว่าถ้าหากมีผลอสรพิษทองคำ พวกท่านปู่ทวดของเจ้าอาจฟื้นขึ้นมาก็เป็นได้”
“พวกท่านปู่นอนเป็นผักกันมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ถ้าหากผลอสรพิษทองคำรักษาพวกเขาได้จริงๆ การที่พวกเรามาเสี่ยงอันตรายที่เทือกเขาสั่วเฟยย่าแห่งนี้ก็ไม่ถือว่าสูญเปล่า” ซือหม่าชิงพูดอย่างทอดถอนใจ
“คราวนี้พวกเรามีเวลากระชั้นชิดนัก ต้องหาทั้งผลอสรพิษทองคำ แล้วยังต้องพาสายตระกูลท่านอาสี่ทั้งหมดกลับไปอีกด้วย” ซือหม่าหลินพูด
“ไม่รู้ว่าผลอสรพิษทองคำนี้ไปตกอยู่ในมือใครแล้ว” ซือหม่าเค่อพูด “ถึงแม้ว่าสถานที่เนรเทศนี้จะมิได้ใหญ่โต แต่ก็มิได้เล็ก คิดจะหาสิ่งนี้ให้พบ ไม่รู้ว่าต้องสิ้นเปลืองระยะเวลาเท่าใด”
“คงจะไม่หรอก” ซือหม่าข่ายพูด “ความเคลื่อนไหวตอนที่ผลอสรพิษทองคำสุกงอมใหญ่โตถึงเพียงนั้น ย่อมต้องดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนมาก สุดท้ายแล้วมันไปอยู่ในมือของผู้ใดย่อมไม่ใช่ความลับ ถึงเวลานั้นพอพวกเราเข้าไปในเมืองแล้วลองฟังดูสักหน่อยก็คงจะรู้แล้วล่ะ”
“อีกนานเพียงใดพวกเราจึงจะเข้าไปในเมืองกันได้หรือ” ซือหม่าชิงถาม
“ครึ่งวัน…”
พลบค่ำ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงยังเมืองแห่งหนึ่ง เพราะฟ้ามืดแล้ว ทุกคนจึงหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้นซือหม่าเค่อก็หาตัวผู้ดูแลโรงเตี๊ยมพบ พอจ่ายค่าห้องแล้วจึงหยิบตำลึงทองออกมาวางตรงหน้าเขาอีกหลายอันพลางเอ่ยว่า “ผู้ดูแล