ี้เอง” ซือหม่าโยวเย่ว์ยกมือขึ้นพลางมองดูสร้อยบนข้อมือแล้วถามว่า “ในเมื่อสิ่งนี้เป็นที่พำนักให้ดวงวิญญาณของท่านได้ เช่นนั้นผู้อื่นเล่า”
หมัวซาเหลือบมองเธอปราดหนึ่งแล้วพูดว่า “เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้ผู้อื่นมาแบ่งปันที่นี่กับข้าหรือไม่เล่า”
ความหมายในคำพูดชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง มันก็ได้อยู่ แต่เขาไม่มีทางเต็มใจแน่ ถ้าหากใส่วิญญาณของใครเข้าไปจริงๆ ก็กลัวแต่ว่าจะถูกเขาพร่าผลาญเสียก่อนโดยที่ยังมิทันได้เห็นชัดเจนว่าภายในเป็นอย่างไรเลยด้วยซ้ำ
“ในเมื่อมีสิ่งนี้แล้วต่อไปข้าก็จะดูดซับกลิ่นอายที่ต้นผลอสรพิษทองคำแผ่ออกมาจากภายในนั้นได้แล้ว” หมัวซาพูดจบแล้วกลายร่างเป็นควันดำสายหนึ่งก่อนจะแทรกตัวเข้าไปภายในสร้อยข้อมือของเธอ
ซือหม่าโยวเย่ว์ลูบสร้อบข้อมือ ชื่นชมไปพลางพูดไปพลาง “ไม่รู้ว่าเจ้าคนผู้นี้หลอมขึ้นมาอย่างไร รูปลักษณ์ไม่เลวเลยทีเดียว จะต้องมิใช่อาวุธวิญญาณธรรมดาทั่วไปแน่ อาจจะเป็นเครื่องมือทิพย์อาวุธเทพอะไรบางอย่างก็เป็นได้ งดงามถึงเพียงนี้ ต่อไปเรียกมันว่าสร้อยข้อมือม่านถัวก็แล้วกัน”
ในเมื่อหมัวซาบอกว่าไม่หลอมยา ดังนั้นเธอจึงมาฝึกยุทธ์ที่ห้องฝึกยุทธ์ ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ของตนเอง
ผ่านไปสองวัน หมัวซาบอกว่าเริ่มต้นหลอมยาได้แล้ว ซือหม่าโยวเย่ว์จึงสวมสร้อยข้อมือเข้าไปภายในมณีวิญญาณ
ผ่านการปรับตัวมาสองวัน สภาพของซือหม่าโยวเย่ว์จึงฟื้นฟูกลับไปเหมือนในตอนแรก ตามความต้องการของหมัวซา
เมื่อมาถึงห้องหลอมยา เ