“มิติที่เจ้าเห็นมีขนาดใหญ่เพียงใด” เฟิงจือสิงถาม
ซือหม่าโยวเย่ว์มองไปรอบด้านแล้วพูดว่า “ใหญ่เพียงใดหรือ ข้ามองไม่เห็นจุดสิ้นสุดเลย ทุกหนแห่งล้วนเปิดโล่งไปหมด”
ความตื่นตระหนกของเฟิงจือสิงเปลี่ยนกลายเป็นขนพองสยองเกล้า เขามองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างพูดอะไรไม่ออกอยู่นาน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เห็นเฟิงจือสิงไม่มีการตอบสนอง ซือหม่าโยวเย่ว์จึงลืมตาขึ้นแล้วตะโกนอย่างสงสัย “ท่านอาจารย์”
เฟิงจือสิงสูดลมหายใจเข้าปากลึกแล้วพูดว่า “เอาละ เก็บกลับมาได้แล้ว”
“อ้อ” ซือหม่าโยวเย่ว์เก็บมือของตนกลับมาพลางเอ่ยว่า “นี่คือสิ่งใดหรือ”
เฟิงจือสิงเก็บหีบกลับมาแล้วพูดว่า “นี่คือของสำหรับทดสอบความสามารถในการสัมผัสรับรู้ห้วงมิติของคนแต่ละคน”
“พลังสัมผัสรู้ต่อห้วงมิติอย่างนั้นหรือ”
เขาให้เธอทดสอบสิ่งนี้ทำไมกัน
“ใช่แล้ว” เฟิงจือสิงพูด “ข้ามิได้บอกไปแล้วหรือว่าจะสอนทักษะอย่างหนึ่งให้กับเจ้า ข้ามิใช่นักหลอมยาจึงมิอาจสอนเจ้าหลอมยาได้ แต่ข้าสอนเจ้าเรื่องค่ายกลได้”
“ค่ายกลหรือ ท่านอาจารย์เป็นปรมาจารย์ค่ายกลอย่างนั้นหรือขอรับ” ซือหม่าโยวเย่ว์ตกใจไม่น้อย แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยได้ยินเรื่องที่เขาเป็นปรมาจารย์ค่ายกลมาก่อนเลย
ถึงแม้ว่าเธอจะเคยโดยสารค่ายกลนำส่งมาหลายครั้งแล้ว แต่กลับไม่เคยพบเจอปรมาจารย์ค่ายกลเลย ได้ยินว่าปรมาจารย์ค่ายกลของอาณาจักรตงเฉินนั้นมีน้อยยิ่งกว่านักหลอมยาและนักหลอมวัตถุเสียอีก ตอนแรกที่ได้ยินว่าเฟิงจือสิงเป็นปรม