าจารย์ค่ายกล ในดวงตาของเธอก็มีแววเหนือความคาดหมายและความกระตือรือร้นอันมิอาจปิดบังได้มิด
เฟิงจือสิงพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “คิดอยากจะเป็นปรมาจารย์ค่ายกล นอกจากจะต้องการพลังจิตอันแข็งแกร่งแล้วยังจำเป็นต้องมีพลังสัมผัสรู้ห้วงมิติด้วย ในเมื่อเจ้าสำเร็จเป็นนักหลอมยาแล้ว ก็แสดงว่าพลังจิตของเจ้าไม่มีปัญหา ผ่านการทดสอบเมื่อครู่ พลังสัมผัสรู้ห้วงมิติของเจ้าก็ไม่เลวเลย ขอเพียงแค่เจ้าตระหนักรู้ได้มากพอก็ต้องสำเร็จเป็นปรมาจารย์ค่ายกลได้อย่างแน่นอน”
“การสำเร็จเป็นปรมาจารย์ค่ายกลนั้นยากเย็นมากเลยใช่หรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“นึกถึงสัดส่วนระหว่างปรมาจารย์ค่ายกลกับนักหลอมยา นักหลอมวัตถุ และนักฝึกสัตว์อสูรดูสิ เจ้าก็จะรู้แล้วว่าการสำเร็จเป็นปรมาจารย์ค่ายกลได้นั้นยากเย็นเพียงใด” เฟิงจือสิงพูด “นักหลอมยาล้วนต้องอาศัยพลังจิตอันแกร่งกล้า แต่สำหรับปรมาจารย์ค่ายกลแล้ว สิ่งนี้เป็นเพียงแค่พื้นฐานเท่านั้น เพราะห้วงมิติคือสิ่งที่ว่างเปล่าและไม่มีตัวตนชนิดหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมันมิใช่พลังจิต หากแต่เป็นพลังสัมผัสรู้และการตระหนักรู้ ถ้าหากทำสองสิ่งนี้มิได้ ต่อให้พลังจิตแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ก็ไม่มีทางสำเร็จเป็นปรมาจารย์ค่ายกลได้ตลอดกาล”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง ถึงว่าเหตุใดจึงแทบไม่เคยได้ยินชื่อปรมาจารย์ค่ายกลในอาณาจักรตงเฉินเลย! ที่แท้การสำเร็จเป็นปรมาจารย์ค่ายกลนั้นก็ลำบากยากเย็นถึงเพียงนี้” ซือหม่าโยวเ