าถามท่านอยู่แล้วว่าท่านหลอมยาเป็นหรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ดังนั้นถึงแม้ว่าข้าจะพูดไปก็คงไม่มีใครมาหาเรื่องท่านหรอก นอกจากนี้ท่านยังเป็นที่เคารพนับถือ หากพูดว่าท่านสอน ทุกคนก็คงเชื่อกันหมด”
“เช่นนั้นเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะช่วยเจ้าโกหก” เฟิงจือสิงรู้สึกขบขันอยู่ในใจ ก่อนหน้านี้เด็กสาวผู้นี้ยังระมัดระวังตัวกับตนเป็นอย่างยิ่งอยู่เลย เหตุใดตอนนี้จึงเชื่อมั่นในตัวเขาเช่นนี้ได้เล่า
“สัญชาตญาณน่ะสิ” ซือหม่าโยวเย่ว์ตอบไปอย่างสัตย์จริง
“เอาล่ะ นับว่าสัญชาตญาณของเจ้าไม่ผิดก็แล้วกัน” เฟิงจือสิงพูด
ซือหม่าโยวเย่ว์แย้มยิ้มพลางเอ่ยว่า “เช่นนี้ก็แปลว่าท่านอาจารย์ยอมช่วยข้าโกหกแล้วสินะ”
เฟิงจือสิงไม่ตอบ เพียงแต่พูดว่า “ในเมื่อคนนอกล้วนคิดว่าเจ้าเป็นศิษย์ของข้าแล้ว เช่นนั้นข้าก็ควรสอนอะไรเจ้าบ้าง”
“ท่านอาจารย์จะสอนอะไรข้าอย่างนั้นหรือ”
เฟิงจือสิงหยิบหีบใบหนึ่งออกมาแล้วพูดว่า “เจ้าเข้ามานี่สิ”
ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่รู้แน่ชัด แต่ก็ยังเดินเข้าไปอย่างว่าง่าย
“วางมือของเจ้าลงบนหีบแล้วหลับตา บอกข้ามาว่าเจ้ามองเห็นสิ่งใด” เฟิงจือสิงวางหีบลงบนโต๊ะพลางเอ่ยขึ้น
ซือหม่าโยวเย่ว์ส่งเสียงอ้อแล้ววางมือลงบนหีบ หลังจากนั้นจึงหลับตาลง
หีบใบนี้คล้ายจะมีแรงดึงดูดชนิดหนึ่งอยู่ เธอรู้สึกวิงเวียนหัวหมุน จากนั้นก็รู้สึกราวกับว่าตนอยู่ในสถานที่อีกแห่งหนึ่ง
“บอกข้ามา เจ้ามองเห็นสิ่งใดหรือ” น้ำเสียงอันเต็มไปด้วยแรงดึงดูดของ