าเข้าใจว่านักหลอมยาผู้นั้นเป็นนักหลอมยาขั้นสอง หนึ่งปีก่อนหน้านี้ซือหม่าโยวเย่ว์ยังบำเพ็ญไม่ได้เลย ในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี เขาไม่เพียงสำเร็จเป็นนักหลอมยาเท่านั้น แต่ยังเป็นนักหลอมยาขั้นสองอีกด้วย เรื่องนี้คงจะมิได้มีเพียงแต่ข้าคนเดียวเท่านั้นที่สงสัยหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
วั่นอู๋เฟิงได้ฟังคำพูดของน่าหลานเหอแล้วจึงนึกถึงความเป็นไปไม่ได้ในเรื่องนี้ขึ้นมา ภายในระยะเวลาเพียงปีเดียว ไม่เพียงแต่จะฝึกยุทธ์ได้เท่านั้น แต่ยังสำเร็จเป็นนักหลอมยาขั้นสองอีกด้วย เรื่องนี้ใครจะทำได้บ้างเล่า
“ซือหม่าโยวเย่ว์ ประมุขตระกูลน่าหลานพูดได้ถูกต้อง เจ้าเพิ่งจะฝึกยุทธ์ได้เมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านี้จริงๆ หรือ” วั่นอู๋เฟิงถาม
“ตอนนั้นเรื่องที่ข้าถูกทำร้ายจนเหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้าย ทุกท่านน่าจะเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้ว ถ้าหากข้าฝึกยุทธ์ได้ ตอนนั้นก็คงจะไม่ถูกทำร้ายอย่างน่าอนาถถึงเพียงนั้นหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เรื่องนี้มู่หรงอานและน่าหลานหลานล้วนเป็นพยานให้ข้าได้ เพราะตอนนั้นพวกเขาเห็นข้าถูกตบตีกับตาเลย”
เมื่อเห็นซือหม่าโยวเย่ว์มั่นใจในตนเองถึงเพียงนี้ ทุกคนจึงเชื่อเรื่องที่ก่อนหน้านี้เธอมิอาจบำเพ็ญได้กันหมด ถึงอย่างไรเรื่องนี้แค่เรียกผู้มีส่วนร่วมสักคนหนึ่งมาถามก็รู้เรื่องแล้ว เธอย่อมมิอาจพูดเท็จได้
สือมั่วลี่ได้ยินซือหม่าโยวเย่ว์เอ่ยถึงคนทั้งสองจึงสังเกตว่ามู่หรงอานและน่าหลานหลานต่างก็ไม่อยู่ที่ตำหนักใหญ่กันทั้ง