เสียจริง” ซือหม่าโยวเย่ว์หลั่งเหงื่อเยียบเย็น นักหลอมยา นักฝึกสัตว์อสูรล้วนมีทั้งสิ้น ถ้าหากวันใดที่มันพูดอีกว่ามันมีเจ้านายคนก่อนที่เป็นนักหลอมวัตถุ เป็นปรมาจารย์ค่ายกล เธอก็คงไม่ประหลาดใจอีกแล้ว
“หึๆ” เจ้าวิญญาณน้อยสูดจมูก มันจึงไม่บอกซือหม่าโยวเย่ว์ว่าเจ้านายคนก่อนๆ ของมันนั้นมีผู้เชี่ยวชาญครบทุกแขนงเลยทีเดียว
“เอาล่ะ ตอนนี้มาฝึกสัตว์อสูรให้เชื่องกันต่อดีกว่า” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เจ้าคำรามน้อย เมื่อครู่ตอนข้าฝึกสัตว์อสูรทิพย์ขั้นหนึ่ง ยังรู้สึกสบายๆ อยู่เลย เจ้าหาสัตว์อสูรทิพย์ขั้นสามให้ข้าเลยแล้วกัน”
“ได้สิ เย่ว์เย่ว์ เจ้ารอก่อนนะ!” เจ้าคำรามน้อยพูดจบก็เหาะจากไป ไม่นานนักก็พาตัวสัตว์อสูรทิพย์ขั้นสามตนหนึ่งกลับมา
ตอนฝึกในครั้งนี้ ซือหม่าโยวเย่ว์รู้สึกว่ากินแรงอยู่บ้าง ในที่สุดก็ฝึกมันให้เชื่องได้สำเร็จอย่างทุลักทุเล
หลังการฝึกให้เชื่องสิ้นสุดลง เธอก็เช็ดเหงื่อเยียบเย็นบนหน้าผาก ดูเหมือนว่าเธอจะประเมินพลังของตัวเองสูงเกินไปเสียแล้ว แต่ผู้ที่ฝึกสัตว์อสูรทิพย์ให้เชื่องได้ทั่วทั้งอาณาจักรตงเฉินก็มิได้มีให้เห็นมากนัก
แน่นอนว่านี่ล้วนเป็นเพราะเคล็ดควบคุมสัตว์อสูรและเคล็ดหลอมวิญญาณที่เธอได้ครอบครอง รวมทั้งพลังจิตอันแข็งแกร่งของเธอเองอีกด้วย
“เย่ว์เย่ว์ ยังต้องการขั้นสี่อีกหรือไม่” เจ้าคำรามน้อยเห็นซือหม่าโยวเย่ว์ทำเสร็จแล้วจึงเหาะเข้ามาถาม
ซือหม่าโยวเย่ว์ส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ฝึกขั้นสาม