ค่อนข้างต่ำเหล่านั้นสังหารคนจนหมดสิ้นแล้วก็เริ่มหันมาห้ำหั่นกันเอง
“เจ้าคำรามน้อย!” ซือหม่าโยวเย่ว์เอ่ยปากขึ้นมาในทันใด
เจ้าคำรามน้อยมองเธอปราดหนึ่งก่อนจะกระแอมให้คอโล่งแล้วเงยหน้าส่งเสียงคำรามเสียงหนึ่ง
“โฮก…”
จะว่าไปแล้วก็ประหลาดนัก สัตว์อสูรวิเศษที่ยังคงคลุ้มคลั่งไม่น้อย เตรียมตัวจะเปิดศึกใหญ่กันยกหนึ่งอยู่เมื่อครู่ต่างพากันเงียบสงบลงในทันใดแล้วหมอบลงบนพื้น ไม่เหลือท่าทีเมื่อครู่อีกต่อไป
ซือหม่าโยวเย่ว์กระโจนลงมาจากกิ่งไม้แล้วเดินตรงไปหาพวกเจ้าคำรามน้อย ปล่อยให้คนที่เหลือปากอ้าตาค้างจ้องมองเธอ
“น้องซือหม่า นั่นมันสัตว์อสูรวิเศษอันใดกัน” ชิงอู๋หยาถามอย่างตกตะลึง
“พวกเราก็ไม่เคยเห็นร่างจริงของมันมาก่อนเช่นกัน” เจ้าอ้วนชวีพูด
“แต่ต่อให้พวกเราได้เห็นก็ใช่ว่าจะรู้จักหรอกนะ ทำให้ฝูงสัตว์วิเศษยอมศิโรราบได้ นี่ย่อมมิใช่สิ่งที่สัตว์อสูรวิเศษธรรมดาทั่วไปทำได้อย่างแน่นอน” เว่ยจือฉีพูดพลางส่ายหน้า
“ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นสัตว์อสูรวิเศษที่ล้ำเลิศมากนั่นแหละ!” เจ้าอ้วนชวีพูดอย่างเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ท่าทีเช่นนั้นราวกับว่าเจ้าคำรามน้อยเป็นสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาของเขาเอง
“มีคุณธรรมหน่อย!” โอวหยางเฟยขยับออกมาจากข้างกายเจ้าอ้วนชวีแล้วอดกลอกตาใส่เขาทีหนึ่งมิได้
ซือหม่าโยวเย่ว์มาถึงค่ายพักแรมเมื่อครู่ก็เห็นซากศพกระจัดกระจายกลาดเกลื่อน เธอมองเจ้าคำรามน้อย… และวิหคสี่ปีกที่อยู่ข้างล่างปราดหนึ่ง ก็พบว่