ยบงันไปชั่วครู่ก่อนจะพูดว่า “ข้ามีเหตุผลของข้า พวกเจ้ากลับกันไปก่อนเถิด ไม่ต้องรอข้าหรอก”
“ไม่ได้ เจ้าไม่ยอมบอกเหตุผล พวกเราก็ปล่อยให้เจ้าไปไม่ได้หรอกนะ!” เว่ยจือฉีพูดอย่างเด็ดขาด “พวกเราเป็นสหายร่วมการต่อสู้ มิอาจทอดทิ้งเจ้าเอาไว้คนเดียวได้หรอก ทั้งยังมิอาจให้เจ้าไปเผชิญอันตรายตามลำพังได้ด้วย!”
“ถูกต้อง เป่ยกง พวกเราไม่มีทางทิ้งเจ้าเอาไว้ที่นี่คนเดียวแน่” เจ้าอ้วนชวีพูดผสมโรง
เป่ยกงถังได้ยินแล้วก็สะดุ้งพลางอ้าปากค้าง แต่กลับมิได้พูดอะไรออกมาเลย
ซือหม่าโยวเย่ว์มายังข้างกายเป่ยกงถังแล้วตบบ่านางพลางเอ่ยว่า “สัตว์อสูรผูกพันธสัญญาของเจ้าได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน” เป่ยกงถังพรั่นพรึงไม่น้อย ซือหม่าโยวเย่ว์ผู้นี้บอกความคิดที่แท้จริงของตนออกมาได้ทุกครั้งเลยทีเดียว
“ข้าเดาเอาน่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“เป่ยกง เป็นเช่นนี้จริงหรือ” เจ้าอ้วนชวีถาม
เป่ยกงถังพยักหน้าแล้วพูดว่า “เมื่อหลายปีก่อนข้าประสบอันตราย เพื่อช่วยเหลือข้า สัตว์อสูรผูกพันธสัญญาของข้าจึงได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องอยู่ในห้วงนิทราเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บตลอดหลายปีมานี้ ไม่กี่วันมานี้มันบอกข้าว่าหากได้สิ่งล้ำค่านั้นมามันก็จะสามารถตื่นขึ้นมาได้ มันต้องอยู่ในห้วงนิทราก็เพราะช่วยเหลือข้า ตอนนี้พอรู้ว่ามีสิ่งที่รักษาอาการบาดเจ็บของมันให้หายดีได้ ข้ามิอาจวางเฉยได้หรอก”
นางพูดจบแล้วทุกคนต่างพากันนิ่งงัน ซือหม่าโยวเย่ว์โอบบ่