ล่ “ตอนข้าอยู่ที่เมืองหลวงก็นับได้ว่าเป็นบุคคลที่ทุกคนรู้จักกันดีคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าชื่อเสียงข้าจะมิได้ดีสักเท่าใดนัก ตัวตนของข้าก็ไม่เคยเป็นความลับแต่อย่างใดเลย”
เป่ยกงถังจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจึงค่อยคิดสิ่งใดขึ้นมาได้แล้วหมุนตัวไปมองจ้องผิวน้ำ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไร แต่กลับมิได้แผ่กลิ่นอายเยียบเย็นตลอดร่างดังเช่นก่อนหน้านี้อีกแล้ว
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นเช่นนี้จึงรู้ว่านางไม่ได้ระวังเนื้อระวังตัวกับตนเช่นนั้นอีกแล้ว จึงยกมุมปากยิ้มก่อนเอ่ยว่า “ถึงแม้ก่อนหน้านี้ข้าจะไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด แต่ระยะหลังมานี้ข้าเพิ่งค้นพบว่าความรู้สึกที่มีคนอยู่ด้วยก็ไม่เลวเลยทีเดียว ไม่ว่าก่อนหน้านี้เจ้าจะเป็นเช่นไร ในภายภาคหน้าจะพบเจอกับอะไร แต่ในขณะนี้พวกเราอยู่ด้วยกัน อย่าได้ลืมไปเสียล่ะว่าพวกเราคือสหายที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน ตอนนี้พวกเราคือคนที่สามารถฝากชีวิตเอาไว้ได้ ถ้าหากเจ้าอยากจะหาคนหารือด้วย พวกเราก็พร้อมอยู่ด้วยเสมอนั่นแหละ”
“อืม” เป่ยกงถังพยักหน้าเป็นเชิงว่าตนเข้าใจในความหมายของซือหม่าโยวเย่ว์แล้ว
“เอาละ พวกเรากลับกันเถิด พวกเขาเห็นเจ้าจากมาโดยไม่พูดจาสักคำ เป็นห่วงเจ้ากันแทบแย่แล้วละ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดพลางตบบ่าเป่ยกงถัง
ทั้งคู่กลับมายังที่พัก พวกเว่ยจือฉีจึงค่อยถอนหายใจแล้วสนทนาสัพเพเหระกันต่อไป
ถึงแม้ว่าเป่ยกงถังจะมิได้พูดสอดแทรกอะไรสักเท่าใดนัก แต่ตอบในสิ่งที่พวกเขาพ