ษของเว่ยจือฉีนั้นแม้ว่าระดับขั้นจะมิได้สูงเหมือนของโอวหยางเฟย แต่เป็นกิ้งก่าเพลิงที่หาได้ยาก เมื่อมันตวัดหางคราหนึ่ง หมาป่าเปลวอัคคีตนหนึ่งก็ถูกกวาดลอยกระเด็นออกไป
ซือหม่าโยวเย่ว์หยิบเอากริชที่แปลงร่างมาจากหลิงหลงออกมา เธอดีดตัวครั้งหนึ่งก็มาถึงตรงหน้าหมาป่าเปลวอัคคีตนหนึ่งแล้ว พอมันกระโจนเข้ามาใกล้ จึงแทงกริชเข้าไปตรงหว่างคิ้วของมันอย่างรวดเร็ว แล้วดึงกริชออกมาในตอนที่มันยังไม่ทันได้ตอบสนอง
พวกโอวหยางเฟยต่างคิดไม่ถึงว่าซือหม่าโยวเย่ว์จะสังหารหมาป่าตนหนึ่งได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ จึงพากันจ้องมองเธออย่างตกใจ
“ตรงหว่างคิ้วและจุดที่ต่ำลงมาจากคางสามนิ้วคือบริเวณที่อ่อนแอที่สุดของหมาป่าเปลวอัคคี โจมตีไปที่สองจุดนี้จะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน” ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยถูกเวลานัก แต่เจ้าอ้วนชวีก็ยังถามออกมา
“อาจารย์เคยสอนในชั้นเรียนมาก่อนอย่างไรเล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
ทุกคนเหมือนเพิ่งนึกขึ้นมาได้ คล้ายว่าตอนนั้นที่อาจารย์พูดถึงสัตว์อสูรวิเศษภายในเทือกเขาผู่สั่วเคยพูดถึงสิ่งนี้มาก่อนแล้วจริงๆ ทว่าทุกคนมิได้ใส่ใจฟังกันสักเท่าไร ถ้ามิใช่เพราะเธอเตือน พวกเขาก็นึกไม่ออกเลยว่ามีบทเรียนเช่นนี้อยู่ด้วย
“จะต้องรวดเร็วพอดูเลย มิฉะนั้นอาจถูกฝูงหมาป่าทำร้ายเข้าก็เป็นได้” โอวหยางเฟยพูด
“การต่อสู้ระยะประชิดของโอวหยางและเป่ยกงค่อนข้างแข็งแกร่ง พวกเราสามคนรับผิดชอบการโจมตีร