ปกันหนอ”
“เจ้านาย ท่านวางใจให้นางออกไปทำภารกิจกับคนพวกนั้นหรือ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมากลางอากาศ
“มีอะไรให้ต้องวางใจหรือไม่วางใจกันเล่า นางอยากทำก็ให้นางไปทำสิ ประสบการณ์น่ะเป็นผลดีกับการยกระดับพลังยุทธ์นะ” เฟิงจือสิงพูดแล้วก็ค่อยๆ เดินออกไปจากทางเดินเล็ก
ตอนที่ซือหม่าโยวเย่ว์กลับมาถึงเรือนพัก คนอื่นๆ อีกสี่คนก็เตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเพียงแค่ให้เธอกลับมาเท่านั้น
“จือฉี เจ้ามิได้บอกว่าจะรออีกสองวันหรอกหรือ เหตุใดจึงรีบร้อนถึงเพียงนี้เล่า” เมื่อเห็นคนทั้งสี่ที่เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอจึงดึงตัวเว่ยจือฉีมาถาม
เว่ยจือฉีมองโอวหยางเฟยอย่างจนใจปราดหนึ่งแล้วพูดว่า “เดิมทีคิดว่าเขาได้รับบาดเจ็บ จึงจะให้เขารักษาอาการบาดเจ็บสักสองวันก่อนแล้วค่อยไป แต่เขายังคงยืนกราน พวกเราก็เลยไม่รู้จะพูดอย่างไร แล้วเจ้าเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยหรือยัง”
“ข้าพกข้าวของติดตัวไว้แล้วล่ะ!” ซือหม่าโยวเย่ว์โบกแหวนเก็บวัตถุบนนิ้วมือพลางพูดอมยิ้ม
“เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถิด” เว่ยจือฉีตบบ่าซือหม่าโยวเย่ว์แล้วพูดกับคนอื่นๆ อีกสามคน
แรงกดดันบนร่างของโอวหยางเฟยยังคงต่ำเช่นเดียวกันกับเมื่อวาน เมื่อได้ยินคำพูดของเว่ยจือฉี เขาก็เดินมุ่งหน้าออกไปจากลานบ้านโดยไม่มีแม้แต่เสียงกระแอมสักเสียงเลยด้วยซ้ำ
“ไปกันเถิด” เป่ยกงถังพูดอย่างเรียบเรื่อย จากนั้นก็เดินมุ่งหน้าตามออกไปข้างนอก
ซือหม่าโยวเย่ว์ เจ้าอ้วนชวี รวมทั้งเว่ยจื