้างจึงยิ้มพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอกน่า ถึงแม้ว่าคืนนี้จะเป็นจังหวะที่ดีที่สุด หากพลาดไปแล้วก็น่าเสียดายอยู่บ้าง แต่ยังมีวิธีอื่นอยู่อีกมิใช่หรือไร พวกเจ้าก็อย่ามัวหน้านิ่วคิ้วขมวดกันอยู่เลย”
“อืม ถ้าหากเจ้ามีความต้องการสิ่งใดก็บอกพวกเรามาได้เลยนะ” เจ้าอ้วนชวีพูด
“ได้สิ ข้าจะบอกแน่”
“เอี๊ยด…”
ประตูห้องของเป่ยกงถังถูกเปิดออก เป่ยกงถังปรากฏตัวอยู่หน้าประตู เมื่อเห็นคนทั้งสามที่อยู่ในลานบ้านแล้วจึงโยนของสิ่งหนึ่งมาให้ซือหม่าโยวเย่ว์ หลังจากนั้นก็พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ข้าหิวแล้ว คืนนี้เจ้าจะทำอาหารหรือไม่ หากไม่ทำอาหารข้าก็จะไปกินที่โรงอาหารแล้วนะ”
ซือหม่าโยวเย่ว์รับสิ่งของที่เป่ยกงถังโยนมา ก็พบว่าคือก้อนหินขนาดเล็กก้อนหนึ่ง ลักษณะภายนอกนั้นดูไม่ต่างจากก้อนหินธรรมดาทั่วไปเลย เพียงแต่ด้านบนมีรอยพื้นผิวสีม่วงอยู่บ้างเท่านั้น
“นี่คือสิ่งใดหรือ” เมื่อเธอเห็นว่าก้อนหินนี้หน้าตาดูดีใช้ได้ ความรู้สึกในมือก็ไม่เลวด้วย จึงเอ่ยถามขึ้น
“หินเสียงหรือ!” เว่ยจือฉีมองก้อนหินพลางพูดอย่างตกใจ
“นี่ก็คือหินเสียงอย่างนั้นหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์มองเป่ยกงถัง แล้วนางมีของสิ่งนี้ได้อย่างไรกัน
ระหว่างทางกลับเจ้าคำรามน้อยก็พูดอย่างดูแคลนว่าโลกใบนี้ไม่มีอะไรเลย สถานที่ที่พวกเธอใช้ชีวิตอยู่กันก่อนหน้านี้ เจ้าหินเสียงนี่ย่อมเป็นสิ่งของที่ถูกโยนเอาไว้บนพื้นโดยไม่มีใครหยิบขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ทั่วทั้งแผ่นดินยังไม่มีสัก