“แน่นอนอยู่แล้ว ปรมาจารย์ค่ายกลนี้มิใช่ว่าคนธรรมดาทั่วไปจะเป็นได้หรอกนะ ความยากพอๆ กันกับนักหลอมยาและนักหลอมวัตถุเลยทีเดียว! หรืออาจจะยากกว่าอยู่สักหน่อยด้วยซ้ำ เพราะในบรรดาปรมาจารย์วิญญาณพันคนนั้นอาจมีนักหลอมยาอยู่สักคนหนึ่งก็เป็นได้ แต่กลับไม่แน่ว่าจะมีปรมาจารย์ค่ายกลสักคนอยู่ในนั้น” ชายฉกรรจ์ผู้นั้นพูด
“จริงหรือ เช่นนั้นการเป็นปรมาจารย์ค่ายกลก็มิได้ยอดเยี่ยมมากเลยหรอกหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์สองตาเปล่งประกาย ถ้าหากเป็นคนที่สนิทสนมกับเธอในชาติก่อนจะรู้เลยว่านี่คือสีหน้าตอนที่เธอมีความสนอกสนใจอย่างที่สุด
“ฮ่าๆ ถึงอย่างไรก็ยังยากเย็นยิ่งนัก! เจ้าน้องชาย ถ้าหากเจ้ามีความทะเยอทะยานถึงขนาดนั้น เช่นนั้นเจ้าก็พยายามเข้าล่ะ! เมื่อใดที่ทำสำเร็จ ถึงตอนนั้นอยากได้สิ่งใดก็จะได้สิ่งนั้นแล้วล่ะ!” ชายฉกรรจ์มิได้เห็นความคิดของซือหม่าโยวเย่ว์เป็นเรื่องตลกเลย เขาตบหลังให้กำลังใจเธอ
“แหะๆ ขอบคุณพี่ชาย!” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก น้องชาย สู้ๆ นะ!” ชายฉกรรจ์พูด “ใช่แล้ว เจ้าจะไปไหนหรือ”
“เมืองหลวงน่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์เอ่ยตอบ
“จากที่นี่ไปยังเมืองหลวงก็ไม่ไกลแล้วล่ะ เจ้าใช้ค่ายกลนำส่งนั้นช่างสิ้นเปลืองตำลึงทองเหลือเกิน เจ้ามีคนรู้จักอยู่ที่เมืองหลวงหรือไม่” ชายฉกรรจ์ถาม