ลางมองเฟิงจือสิง
“ท่านหมายถึงเรื่องที่เวทีประลองใช่หรือไม่ ข้าได้ฟังมาแล้วล่ะ” เฟิงจือสิงเอ่ยตอบอย่างเรียบเรื่อย
“มีความเห็นเป็นเช่นไรเล่า” ท่านอาจารย์ใหญ่ถาม
“ไม่มีความเห็นเลย ตราบใดที่พวกเขามิได้เล่นกันจนถึงแก่ชีวิต จะอย่างไรก็ย่อมได้ทั้งสิ้น” เฟิงจือสิงนั่งบนเก้าอี้พลางเล่นเล็บมือของตนเองแล้วพูดว่า “ค่อยว่ากันเถิด บนเวทีประลองนั้นจะเป็นตายก็ต้องรับผิดชอบตนเอง หากจะเกิดเรื่องอันใดขึ้นมาจริงๆ คนทั้งสองตระกูลนั่นก็จะมาหาเรื่องใส่ข้ามิได้หรอกนะ”
เอ้อ…
ท่านอาจารย์ใหญ่ถูกคำพูดของเฟิงจือสิงทำเอาแทบสำลักแล้วพูดว่า “ข้าถามถึงเรื่องที่ซือหม่าโยวเย่ว์เอาชนะเมิ่งถิงได้ต่างหากเล่า”
“นางชนะแล้วอย่างไรเล่า” เฟิงจือสิงพูด “นี่ก็มิเห็นจะเป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใดเลย เมิ่งถิงผู้นั้นอยู่ที่บ้านก็เอาแต่ปิดประตูฝึกฝน แต่ซือหม่าโยวเย่ว์ผู้นี้ได้ยินว่าประมือกับผู้คนในเมืองหลวงอยู่บ่อยๆ คาดว่าคงเอาชนะด้วยประสบการณ์การต่อสู้จริงกระมัง”
ตอนที่ท่านอาจารย์ใหญ่ได้ยินว่าซือหม่าโยวเย่ว์เอาชนะเมิ่งถิงได้นั้น ยังคิดอยู่ว่าเป็นเพราะเธอสามารถฝึกยุทธ์ได้แล้วใช่หรือไม่ มิฉะนั้นเจ้าคนที่สายตาสูงส่งผู้นี้จะปรารถนารับคนไร้ค่าคนหนึ่งไปได้อย่างไรกัน แต่ว่าตอนนี้เมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูดแล้วก็มิใช่ว่าไร้ซึ่งเหตุผล ถึงอย่างไรตอนที่ประลองกันนั้นซือหม่าโยวเย่ว์มิได้ใช้พลังวิญญาณจริงๆ
เฟิงจือสิงเห็นท่าทีดวงตาล่อกแล่กกลอกไปมาของ