ซือหม่าโยวเย่ว์นึกขึ้นมาได้ว่าคราวก่อนระหว่างกระบวนการยอมรับเป็นเจ้านายของเจ้าวิญญาณน้อย คล้ายว่าจะต้องใช้หยดเลือดของตนเอง จากนั้นเธอจึงวางนิ้วของตัวเองลงบนกริช แต่เธอยังไม่ทันได้ขยับเลย หลิงหลงก็กรีดเธอเข้าครั้งหนึ่ง โลหิตจึงหลั่งไหลลงบนกริช
“เห็นเจ้าสนิมเขรอะอย่างนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะยังคมกริบอยู่” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด เธอคิดจะดึงมือของตนกลับมา แต่กลับพบว่าไม่อาจผละออกจากร่างกริชของหลิงหลงได้ สถานการณ์เหมือนกันกับเจ้าวิญญาณน้อยเมื่อคราวก่อนทุกประการ
เธอรู้สึกราวกับว่าโลหิตทั้งร่างถูกหลิงหลงสูบไปจนหมดสิ้น ร่างกายเยียบเย็นอยู่บ้าง เธอยังไม่ทันได้คิดว่าตนจะถูกสูบจนกลายเป็นมัมมี่หรือไม่ ตัวเองก็ล้มลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว
“เย่ว์เย่ว์!” เจ้าคำรามน้อยมองเห็นซือหม่าโยวเย่ว์หมดสติไปก็รีบเหาะเข้ามาในทันที
“วางใจเถิด เพียงแค่เสียเลือดมากเกินไปเท่านั้นเอง ไม่ตายหรอกน่า” เจ้าวิญญาณน้อยพูด
หลังจากหลิงหลงสูบเลือดไปมากพอแล้ว เพียงครู่เดียวก็เอนตัวลงข้างกายซือหม่าโยวเย่ว์ ก่อนจะเรอเสียงดังอย่างพึงพอใจ จากนั้นคราบสนิมที่อยู่บนกริชก็ร่วงหล่นลงจนหมด กริชทั้งเล่มสะอาดเอี่ยมเสียจนนำมาใช้ส่องแทนกระจกได้เลยทีเดียว บริเวณคมกริชเปล่งประกายเยียบเย็น มองเพียงปราดเดียวก็รู้แล้วว่าแหลมคมหาใดเทียม
ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น หลังจากที่คราบสนิมหลุดออกจนหมดแล้ว กริชกลับโปร่งแสงขึ้นมาในทันใด เจ้าคำรามน้อยและเจ้าวิญญาณน้อ