“ไม่อยาก ข้าจะอยู่ข้างนอกคอยดูเจ้าทำร้ายแม่ดอกบัวขาวผู้นั้น!” เจ้าคำรามน้อยส่ายหน้าเสียราวกับกลองป๋องแป๋ง “ข้ามิได้เห็นเจ้าทำตัวอันธพาลมานานแล้ว ข้าจึงไม่อยากกลับไป”
“เช่นนั้นก็ดี” ซือหม่าโยวเย่ว์เหน็บกริชเอาไว้ที่เอวแล้วอุ้มเจ้าคำรามน้อยออกจากประตูไป
คนที่ไม่อาจฝึกยุทธ์ได้นั้นไม่อาจใช้แหวนเก็บวัตถุได้ ดังนั้นจึงเก็บกริชเล่มนี้เอาไว้ในแหวนเก็บวัตถุไม่ได้
เมื่อได้ยินเสียงประตูห้องข้างๆ เปิดออก เป่ยกงถังที่กำลังก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ข้างหน้าต่างก็เงยหน้าขึ้นมองปราดหนึ่งแล้วส่ายศีรษะก่อนจะอ่านหนังสือของตนต่อไป
“โยวเย่ว์”
ซือหม่าโยวเย่ว์เพิ่งก้าวเดินออกจากลานบ้านก็ได้ยินเว่ยจือฉีเรียกตนอยู่ด้านหลัง
“จือฉี มีเรื่องอันใดหรือไม่”
“ไม่มีอะไรหรอก” เว่ยจือฉียิ้มแล้วเอ่ยว่า “ข้าจะไปที่เวทีประลองเป็นเพื่อนเจ้าก็แล้วกัน ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เจ้าก็ต้องมีคนไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วยจะดีกว่า”
คิดว่าถ้าตนถูกตีจนล้มพับไปแล้วจะได้พาเธอกลับมาเลยอย่างนั้นหรือ ซือหม่าโยวเย่ว์คิด
“ดีเลย ไปกันเถิด”
คนทั้งสองเดินมุ่งหน้าไปทางเวทีประลอง ตลอดทางพบเห็นคนจำนวนไม่น้อยชี้ไม้ชี้มือมาทางเธอ
“ข้ายังคิดว่าเขาลาออกไปแล้วเสียอีก คิดไม่ถึงว่าเขาจะเข้าไปในชั้นเรียนของนักเรียนใหม่เสียอย่างนั้น”
“แม้ว่าท่านปู่ของเขาจะเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่พิทักษ์อาณาจักร แต่นึกอยากจะอยู่ในวิทยาลัยก็ยังมิใช่เรื่องง่ายอยู่ดี”