“จริงๆ เลยนะ คนที่มีสถานะเช่นนี้เอาแต่อาศัยอิทธิพลของครอบครัวคอยหนุนหลัง ช่างไม่ยุติธรรมกับผู้อื่นเอาเสียเลย!”
“ได้ยินว่าครั้งนี้เขาท้าประลองกับคุณหนูเมิ่งถิง ถ้าหากเขาพ่ายแพ้ จะต้องออกจากวิทยาลัยไปตลอดกาล มิอาจกลับมาได้อีก”
“รีบให้เขาออกไปเสียเถิด คนเช่นนี้อยู่ในวิทยาลัยไป ก็รังแต่จะทำให้วิทยาลัยแปดเปื้อนเปล่าๆ เท่านั้นแหละ!”
“ข้าได้ยินมาอีกว่าเขายังพูดอย่างไม่ประมาณตนเองเอาเสียเลยว่าถ้าหากคุณหนูเมิ่งถิงพ่ายแพ้ หลังจากนี้ไปก็ให้นางหลีกทางทุกครั้งที่พบเขา”
“เขาช่างคิดได้ดีเสียจริง! ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูเมิ่งถิงผู้นั้นอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก เขาไปยั่วยุนางเข้า คราวนี้ไม่ถูกทำร้ายจนน่าอนาถสิถึงจะแปลก!”
“คุณหนูเมิ่งถิงผู้นั้นไปถึงระดับผู้ฝึกวิญญาณขั้นห้าตั้งแต่วัยเยาว์ ถึงแม้ว่าระดับขั้นจะยังไม่สูงมากนัก แต่การจัดการกับคนไร้ค่าดังเช่นเขานี้ก็ยังมากเกินพออยู่ดี!”
“ใช่แล้ว พวกเราก็คอยดูนางถูกไล่ออกไปจากวิทยาลัยกันเถิด!”
“…”
ตอนที่ซือหม่าโยวเย่ว์และเว่ยจือฉีผ่านทางไป คนเหล่านั้นคิดว่าพวกเขาไม่ได้ยิน ดังนั้นจึงพูดออกมาอย่างไร้ซึ่งการควบคุม แต่คิดไม่ถึงว่าซือหม่าโยวเย่ว์และเว่ยจือฉีกลับได้ยินอย่างชัดถ้อยชัดคำ
เว่ยจือฉีได้ยินคำพูดเหล่านั้นแล้วก็เกิดความโกรธขึ้นมาอยู่บ้าง เมื่อเห็นซือหม่าโยวเย่ว์เดินตรงไปยังเวทีประลองราวกับว่าไร้ซึ่งเรื่องราวใดๆ
“เจ้าไม่โกรธหรือ” เว่ยจือฉีถาม