ันทึก แต่เธอกลับเพียงแค่ฟังอย่างตั้งใจเท่านั้น ไม่ได้ขยับพู่กันเลย
“เหตุใดเจ้าจึงไม่จดบันทึกเล่า”
ในขณะที่เฟิงจือสิงให้พวกเขาจดบันทึก เมื่อเป่ยกงถังจดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เห็นว่าซือหม่าโยวเย่ว์ยังไม่ได้ขยับพู่กันเลย จึงเอ่ยปากพูดอย่างหาได้ยากยิ่ง
“หา…” ซือหม่าโยวเย่ว์มองเป่ยกงถังแล้วสะดุ้งครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงพูดว่า “ข้าจดเอาไว้หมดแล้วล่ะ”
เป่ยกงถังมองสมุดบันทึกสะอาดเอี่ยมของเธอแล้ว หลักฐานชัดเจน ไม่ต้องพูดก็รู้
ซือหม่าโยวเย่ว์ชี้ตรงสมองของตัวเองแล้วพูดว่า “ข้าจดจำเอาไว้ตรงนี้แล้ว”
เมื่อเห็นว่าเป่ยกงถังไม่เชื่อจึงพูดว่า “ข้ามีทักษะการมองเห็นแล้วไม่ลืมเลือนมาตั้งแต่เด็กแล้ว ข้าจำสิ่งที่ท่านอาจารย์พูดพวกนั้นได้หมดแล้วล่ะ”
เห็นได้ชัดว่าเป่ยกงถังไม่เชื่อคำพูดของเธอเลย แต่มิได้พูดอะไรอีก แล้วอ่านสิ่งที่ตัวเองจดบันทึกเอาไว้ต่อไป
ซือหม่าโยวเย่ว์คิดไม่ถึงว่าเป่ยกงถังจะนั่งอยู่ที่แถวหลังสุด เมื่อเห็นท่าทีตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสืออย่างสงบของนางแล้ว บวกกับกลิ่นอายเยียบเย็นบนร่าง ก็ยังคงทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยว ทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่านางผ่านประสบการณ์อะไรมาจึงทำให้คนเกิดความรู้สึกเช่นนั้นขึ้นมาได้ นอกจากนี้… นัยน์ตาของนางยังแฝงไว้ด้วยความโกรธแค้นอย่างมิอาจซ่อนเร้นได้
วันหนึ่งมีคาบเรียนเพียงคาบเดียวเท่านั้น บางทีก็เป็นช่วงเช้า บางทีก็เป็นช่วงบ่าย ในเวลาที่ไม่ได้เข้าเรียนก็ปล่อยให้นักเรียนฝึกยุทธ์หรื