ึ้นจากหม้อพลางพูดขึ้น
“แค่กๆ ข้าจะกินจริงๆ แล้วนะ” เจ้าอ้วนชวีมองเห็นกระต่ายน้อยที่อยู่บนโต๊ะตัวนั้นกำลังกินอย่างเปรมปรีดิ์ก็คิดว่าสิ่งนี้คงจะไม่ฆ่าคนตาย นอกจากนี้ยังส่งกลิ่นหอมเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย จะต้องมีรสชาติเยี่ยมยอดอย่างแน่นอน
ในขณะนี้เอง เงาร่างคนอีกร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าประตู เมื่อมองเห็นอาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะแล้วก็เอ่ยขึ้นอย่างยินดีว่า “ไอ้หยา… วันนี้ไม่ต้องไปกินที่โรงอาหารของวิทยาลัยแล้วสินะ! ช่างกลิ่นหอมน่าอร่อยอะไรเช่นนี้!”
ซือหม่าโยวเย่ว์มองแขกไม่ได้รับเชิญ หนุ่มหล่อผู้ถือวิสาสะนั่งลงที่โต๊ะอาหาร เมื่อนึกถึงท่าทีหนีเอาตัวรอดของเขาเมื่อวานแล้วเธอจึงเอ่ยเหน็บแนมว่า “วันนี้เจ้าไม่กลัวถูกกินแล้วหรอกหรือ”
มือของเว่ยจือฉีชะงักไป จากนั้นก็คีบกับข้าวใส่ชามพลางเอ่ยว่า “กลัวสิ แต่ว่ารอให้ข้ากินหมดแล้วค่อยมาว่าเรื่องกลัวกันต่อก็แล้วกัน”
เออ…
“นี่คือสัตว์เลี้ยงของเจ้าอย่างนั้นหรือ” เว่ยจือฉีมองเห็นเจ้าคำรามน้อยจึงเอ่ยถามขึ้น
เมื่อได้ยินคนบอกว่าตนเป็นสัตว์เลี้ยง เจ้าคำรามน้อยก็มองเว่ยจือฉีอย่างไม่พอใจปราดหนึ่ง มันเป็นถึงกระต่ายเทพ เป็นสัตว์อสูรเทพโบราณต่างหากเล่า!
อันที่จริงจะตำหนิเว่ยจือฉีที่พูดว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงก็ไม่ได้ หากจะตำหนิใครก็ได้แต่โทษที่ชื่อเสียงเรียงนามว่าคนไร้ค่าของซือหม่าโยวเย่ว์นั้นฉาวโฉ่เกินไป ดูคล้ายกับว่าทั่วทั้งแผ่นดินต่างก็รู้จักชื่อเสียงของนาง และผ