ห้องคนเดียวอยู่เลย ดังนั้นพอเจ้าไม่ชอบไปเรียนที่วิทยาลัย ข้าจึงมิได้บีบบังคับเจ้า” ซือหม่าเลี่ยมองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างไม่เข้าใจ
“ข้ามีชีวิตอยู่มาสิบสี่ปี ไม่อาจบำเพ็ญได้มาโดยตลอด อยู่ดีๆ หากมาพูดว่าบำเพ็ญได้แล้ว ผู้อื่นจะคิดว่าเป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้นนะขอรับ นอกจากนี้คนเหล่านั้นอาจจะคอยมาท้าพิสูจน์ว่าข้าบำเพ็ญได้หรือไม่กันตลอดเวลาเลยก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นจะชักพาความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นมาให้แก่ข้านะขอรับ”
ซือหม่าเลี่ยได้ฟังวาจาของซือหม่าโยวเย่ว์แล้วก็พูดว่า “แต่ว่าเจ้าเองก็คิดมากเรื่องที่ผู้อื่นเรียกเจ้าว่าเป็นคนไร้ค่าเหมือนกันมิใช่หรือ หลานสาวของข้าซือหม่าเลี่ยจะต้องมาถูกดูแคลนเช่นนี้ด้วยหรือ”
“ก่อนหน้านี้ข้าคิดมากและมิอาจปล่อยผ่านไปได้เลย แต่ที่มิอาจปล่อยวางได้นั้นก็เพราะข้าไม่อาจบำเพ็ญได้จริงๆ มิใช่เพราะคำพูดของผู้อื่น ตอนนี้ข้าบำเพ็ญได้แล้ว ผู้อื่นจะว่าอย่างไรข้าก็ไม่สนใจหรอกขอรับ หรือพูดได้ว่าข้าจะบำเพ็ญได้หรือไม่ นั่นก็ล้วนเป็นเรื่องของข้าทั้งสิ้น ผู้อื่นรู้ไปข้าก็มิได้มีพลังยุทธ์เพิ่มขึ้นมาเลยแม้แต่นิดเดียว ในทางกลับกันยังอาจจะนำอันตรายมาสู่ครอบครัวได้อีกต่างหาก ท่านปู่เองก็ยังมีศัตรูอยู่อีกมากมิใช่หรือขอรับ ตระกูลน่าหลานนั่นก็ไม่พอใจพวกเรามาโดยตลอด ถ้าหากรู้ถึงพรสวรรค์ของข้าเข้าก็ไม่แน่ว่าอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้นะขอรับ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
ซือหม่าเลี่ยมองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างพ