ียบแล้วใช้ตะเกียบควานไปมาในกับข้าว พยายามจะหากับข้าวที่ทำให้ตนปักตะเกียบลงไปได้ แต่หลังจากพยายามอยู่สิบนาทีก็ยอมแพ้เสียแล้ว เธอวางตะเกียบลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยอย่างจนใจว่า “เอาผลไม้มาให้ข้าสักสองลูกเถิด”
หลังจากกินผลไม้ไปสองลูกใหญ่แล้วซือหม่าโยวเย่ว์ก็ก้าวขึ้นเตียงอย่างเศร้าสร้อยพลางลูบท้องที่ยังคงว่างเปล่าก่อนจะเอ่ยพึมพำว่า “ต้องกินข้าวกินปลาสิถึงจะใช้ได้!”
“เจ้านี่ ตะกละตะกลามเช่นนี้อยู่ตลอดเลยนะ ไปถึงระดับเทพแล้ว แต่ก็ยังตัดใจจากกับข้าวกับปลาไม่ได้อยู่ดี” น้ำเสียงที่ทั้งอบอุ่นนุ่มนวลทั้งรักใคร่ทะนุถนอมเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในห้วงสมองของเธอในทันใด คล้ายกับผ่านสิ่งกีดขวางของห้วงเวลา เล็ดลอดออกมาจากความทรงจำอันไกลแสนไกล
“นี่มันเสียงของใครกัน ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอย่างนั้นหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดกับตัวเอง ทว่าความรู้สึกกลับไม่เหมือนกัน เธอเป็นคนไร้ค่าทางด้านการบำเพ็ญ แล้วจะบำเพ็ญไปถึงระดับเทพได้อย่างไรกัน
“ถ้าอย่างนั้นที่แท้แล้วใครเป็นคนพูดประโยคนี้กัน แล้วพูดให้ใครฟังกันล่ะ”
ตอนที่ยากจะกลืนกินอาหารค่ำลงไปนั้น ซือหม่าโยวเย่ว์ก็วิ่งไปยังห้องครัว หลังจากที่วุ่นวายอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ผัดกับข้าวง่ายๆ มาให้ตนเองได้สองจานเล็ก
มาที่โลกแห่งนี้ได้สองวันแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้กินอิ่มท้องเช่นนั้น
ตอนที่นอนหลับยามราตรี เธอฝันเช่นเดียวกันกับคราวก่อน น้ำเสียงหวีดแหลมเช่นเดิม พูดคำพูดเดิม
“ซื