ี่ไปก็แล้วกัน! ฮ่าๆๆๆ…”
เสียงบาดแหลมของผู้หญิงดังขึ้นมาในทันใด หญิงสาวที่ถือตะเกียงดวงหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในความฝันของซือหม่าโยวเย่ว์
“วิญญาณขาดหายไปส่วนหนึ่งอย่างนั้นหรือ เช่นนี้หากไปเกิดใหม่ก็จะจดจำเรื่องราวในชาตินี้มิได้แล้ว พลังยุทธ์ก็มิอาจฟื้นฟูขึ้นมาได้ จะซ่อมแซมวิญญาณของตนเองแล้วสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเจ้าแล้วล่ะ!” น้ำเสียงที่มิอาจแยกแยะชายหญิงได้อีกเสียงหนึ่งกระจายไปทั่วหมอกหนาทึบ
“ซือหม่าโยวเย่ว์ ใครใช้ให้เธอเก่งกาจขนาดนี้กัน วันนี้พี่ใหญ่ไม่อยู่ เธอก็ไปร้องไห้กับพญายมเถอะ! นี่คือระเบิดรุ่นใหม่ล่าสุดที่องค์กรพัฒนาขึ้นมา เธอตายด้วยสิ่งนี้ก็นับว่าเป็นโชคดีของเธอแล้ว! ซือหม่าโยวเย่ว์ เธอตายไปซะเถอะ…”
“ซีเหมินโยวเย่ว์ เจ้าตายไปเสียเถิด…”
“ว้ายยย…”
ซือหม่าโยวเย่ว์ผุดลุกจากเตียงขึ้นนั่งทันที พลางอ้าปากกว้างเพื่อหอบหายใจ ชุดนอนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ปอยผมทั้งสองฝั่งแนบติดแก้ม ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน ไม่รู้ว่าเพราะเศร้าใจหรือเพราะเดือดดาล
“คุณชาย เกิดเรื่องอันใดขึ้นเจ้าคะ” สาวใช้คนหนึ่งเคาะประตูถามขึ้นจากด้านนอก
ซือหม่าโยวเย่ว์พยายามทำให้ตนเองสงบลงแล้วพูดกับคนที่อยู่ข้างนอกว่า “ข้าไม่เป็นไร เจ้าไปเถอะ”
“เจ้าค่ะ” คนที่อยู่ข้างนอกรับคำเสียงหนึ่ง หลังจากนั้นนอกประตูก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก
ซือหม่าโยวเย่ว์ทอดถอนใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ฝืนทนต่อความเจ็บป