่มีอารมณ์ความรู้สึก ไม่ชอบแปดเปื้อนกับเรื่องทางโลก กับลูกของคนอื่นก็จะไม่สนใจอะไรมาก…” ท่านเมิ่งโหวครุ่นคิดพิจารณา
เมิ่งจี๋ฟังคิดแล้วก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
หลายวันมานี้เขาได้พบปรมาจารย์มาไม่น้อย แต่ต่อให้คนเหล่านั้นจะทำนายดวงชะตาให้เขา แต่สีหน้าก็ยังสงบนิ่ง ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
ราวกับว่าเขาก็เหมือนกับนกและแมลงในป่าพวกนั้น ไม่มีอะไรพิเศษ
“ท่านพ่อ ไม่หรอกกระมัง” เมิ่งจี๋ฟังรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นทุกที
หรือว่าเขาจะต้องไปเป็นนักพรตจริงๆ
แถมยังต้องเป็นศิษย์น้องโม่ชูเซิงนั่นอีก นับแต่นี้เป็นต้นไป เขาก็จะเงยหน้าขึ้นมาไม่ได้อีก ไม่เพียงแต่ต้องพูดจานอบน้อม แต่เขายังต้องคุกเข่าคารวะด้วย?
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ
หากเป็นอย่างนั้นแล้วชีวิตยังจะมีความหมายอะไร
สีหน้าของเขาดูท้อแท้หมดหวัง
ท่านเมิ่งโหวรู้จักบุตรชายของเขาดีและเขารู้ว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของเขา เขาก็ปลอบโยนเขาอย่างอดทน “ข้าเห็นว่าปรมาจารย์ก็ไม่เลวนะ ถึงอย่างไรนางก็เป็นศิษย์คนโตของหลีซื่อเหยี่ยน ศิษย์คนโตก็เหมือนกับลูกคนโตทายาทสายตรงของตระกูล ล้วนแต่สามารถรับหน้าที่สำคัญได้ แม้ว่าเจ้าจะไม่ได้เป็นศิษย์สำนักของหลีซื่อเหยี่ยน แต่ก็ยังพออาศัยความสัมพันธ์ได้บ้าง ต่อให้เป็นนักพรต เจ้าก็ยังมีกลิ่นอายของบัณฑิตมากกว่าคนอื่นๆ”
“เจ้าเป็นคนรักสนุก และปรมาจารย์โม่ก็ไม่ใช่คนระเบียบจัด