หลี่ทั้งหมดขึ้นไปยังชั้นบน เจียงจิ้นลู่จึงโล่งใจได้ในที่สุด
และในเวลานั้นเองเขาก็เพิ่งจะได้เห็นวิญญาณที่อยู่ข้างกายเมิงจี๋ฟัง
วิญญาณตนนั้นซ่อนตัวอยู่ในเงาไม่ปรากฏกายมาตลอด แต่ดูเหมือนว่ามันจะเกิดความสงสัยในเสียงความเคลื่อนไหวภายนอกจึงได้แวบออกมาชั่วครู่ และเจียงจิ้นลู่ก็เห็นเข้าพอดี
เขาแทบจะอาเจียน
แม้ว่าสีหน้าของวิญญาณตระกูลไป๋หลี่จะดูไม่ค่อยดี และวิญญาณบางตัวก็มีเลือดไหลท่วม หรือแม้กระทั่งหัวแบะ แต่พวกเขาก็ได้จัดการมันอย่างดีแล้ว และพวกเขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะขู่ให้เจียงจิ้นลู่หวาดกลัวจึงได้ดูเป็นปกติ นอกจากนี้พวกเขาแต่ละคนก็สวมเสื้อผ้าที่เซี่ยเฉียวเผาไปให้ซึ่งอาจเรียกได้ว่าดูสง่างามน่ามองอยู่บ้าง นับว่าไม่ได้น่ากลัวจริงๆ
แต่วิญญาณของเอ้อเหนียงนั้นแตกต่างออกไป
ดวงตาที่แข็งทื่อของนางมองขึ้นและลงตามศีรษะ
ลำคอที่ว่างเปล่าทำให้เขารู้สึกหลังคอเย็นวาบไปหมด
แถมยังแวบไปแวบมาไม่โผล่มาดีๆ ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่
“รับได้แล้วหรือ” เซี่ยเฉียวเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
ร่างกายที่แข็งทื่อของเจียงจิ้นลู่ขยับเล็กน้อย เขากำลังจะส่ายหน้าปฏิเสธ แต่เซี่ยผิงกั่งกลับเอ่ยขึ้นมาก่อน “ก็แค่คนตายไม่กี่คนเท่านั้น มีอะไรน่ากลัว ปรมาจารย์เป็นผู้หญิงยังรับได้เลย เขาเป็นผู้ชายอกสามศอกจะกลัวอะไร”
“……” เจียงจิ้นลู่อยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
เซี่ยผิงกั่งไม่ได้รังเกียจเจียงจิ้นลู่แต่อย่างใด เขาเพียงแต่คิดถึงน้องสาวของเขาเท่าน