ห็นคุณชายเซี่ยแวบเดียวก็รู้แล้วว่าท่านไม่เหมือนคนทั่วไป จะต้องมีความคิดทางศิลปะที่ลึกซึ้งแน่ๆ หัวข้อง่ายๆ เช่นนี้คงจะไม่ยากอะไรสำหรับทั้งสองท่าน…”
เขาพูดไปราวกับว่าเรื่องนี้เป็นที่ตกลงไปแล้วกระนั้น
พวกเขาแต่ละคนต่างก็กำลังใช้ความคิด มือหนึ่งถือพู่กันไว้ มือหนึ่งม้วนแขนเสื้อขึ้น และเริ่มลงมือขีดเขียน
เซี่ยผิงไหวงงไปหมด เขาหันไปมองฉู่เจี้ยนแล้วก็หันไปมองคนเหล่านั้นด้วยใบหน้าสับสน “ข้าไม่ได้รับปากว่าจะเขียนกลอนนี่?”
“อย่าบ่นอยู่เลย รีบคิดเข้าเถอะ หากตอนนี้พวกเขาทำขายหน้าก็คงจะไม่มีหน้าไปติดตามอาจารย์เซียวอีกแล้ว รอถูกไล่ออกจากสำนักได้เลย! เจ้าบอกว่าพี่สาวของเจ้าคาดหวังในตัวเจ้ามากไม่ใช่หรือ…” ฉู่เจี้ยนรีบเตือนสติเขา
พอพูดถึงพี่สาวสีหน้าของเซี่ยผิงไหวก็เคร่งขรึมขึ้นทันที
พี่สาวที่น่าสงสารของเขาสุขภาพร่างกายไม่ดี นางจะโกรธไม่ได้
แต่เรื่องแต่งกลอนนี้…ไม่ใช่เรื่องที่เขาถนัดจริงๆ!
การสอบระดับถงเซิงในปีหน้าก็ไม่ได้ตั้งเกณฑ์เรื่องการแต่งกลอนไว้สูงนี่?!
พวกคนไร้ยางอายพวกนี้อายุเท่าไรกันแล้ว ยังจะมาแข่งขันอะไรกับเด็กน้อยอย่างเขาอีก…
“ผืนน้ำนิ่งใสราวหยกสะท้อนสองเงา ยอดเขาเขียวนับพันไร้รอยกระเพื่อม เรือน้อยโดดเดี่ยวไร้เงาชายชราผมขาว กลิ่นเหมยกำซาบซึ้งจรุงใจ…”
พริบตาเดียวก็มีคนแต่งเสร็จ แล้วเขาก็ร้องตะโกนออกมาทันที
เซี่ยผิงไหวขมวดคิ้วมุ่น
ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร คนอื่นๆ ก็ท่องบทกวีของตนเองออกมาทีล