าง
หนังหน้าของจ้าวเสวียนจิ่งก็หนาอยู่พอสมควร เขาชมตัวเองก่อนจะเอ่ย “ถึงเวลาชมศิษย์พี่ใหญ่แล้ว”
เจียงจิ้นลู่นิ่งงันไปจริงๆ แล้ว
เพราะตั้งแต่เด็กจนโต เขาไม่รู้ว่าพูดยกยอศิษย์พี่ใหญ่ไปตั้งเท่าไรแล้ว ตอนนั้นเขาพูดให้อาจารย์ฟัง คำพูดพวกนั้นล้วนแต่เรียบง่าย ไม่มีอะไรมากไปกว่าสามเรื่องนี้ คือ รูปลักษณ์ ท่าทาง และพรสวรรค์
ยกยอจนแทบจะลอยขึ้นสวรรค์ อย่างเช่นงามล้ำค่าควรเมือง สง่างามราวมังกร เมื่อก่อนเขาสามารถพูดออกมาอย่างหน้าด้านๆ ได้ทั้งนั้น แถมยังเชื่อสุดใจไม่มีข้อสงสัยอะไรอีกด้วย!
แต่ตอนนี้…
คนที่เขาเชิญหน้าอยู่ตอนนี้คือศิษย์พี่ใหญ่ตัวจริง ไม่ใช่คนที่อยู่ในจินตนาการคนนั้น
คำว่างามล้ำค่าควรเมืองอย่างนั้นเขาพูดไม่ออกจริงๆ
“ศิษย์พี่ใหญ่…” เจียงจิ้นลู่อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากและกำลังอึกอักลังเล เมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่มองมาที่เขาอย่างไม่พอใจ เขาก็โพล่งออกมาว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ดุร้ายผิดปกติ…”
“ไม่ใช่สิ…ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…” เจียงจิ้นลู่ร้อนใจแล้ว “ข้าหมายความว่า ศิษย์พี่ใหญ่ใจกล้า สามารถสื่อสารกับเทพและวิญญาณได้ นอกจากนี้ศิษย์พี่ใหญ่ก็ยังใจดีมาก ทั้งยังช่วยให้วิญญาณสมความปรารถนา แม้ว่าศิษย์พี่ใหญ่จะเย็นชาแต่ก็เป็นห่วงเป็นใยศิษย์น้อง ข้ารู้ซึ้งถึงจิตใจอันเมตตาของท่าน…”
หลังจากที่เจียงจิ้นลู่พูดจบเขาก็กลืนน้ำลายด้วยความกลัวว่าตนเองจะถูกทุบตี
เขาหักห้ามใจไม่ให้พูดคำว่าดุร้ายไม่ได้จริงๆ
“ทำใ