ย่างตะกุกตะกัก “อย่างนั้น…ศิษย์พี่ใหญ่ อย่าง…ใต้หล้านี้ มี…เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกับท่านเยอะไหม”
“ก็มีไม่น้อย” เซี่ยเฉียวเชิดหน้าขึ้น “สำหรับในเมืองหลวงแล้ว นักพรตอาวุโสที่อยู่ที่วัดอวี้ซวีก็ไม่เลว ข้าไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาก จึงได้พบเพื่อนร่วมอาชีพแค่ไม่กี่คน ก็มีแค่คนเหล่านั้น”
แต่ตอนที่นางอยู่ที่วัดสุ่ยเย่ว์ นางได้พบกับผู้วิเศษมากมาย
เจียงจิ้นลู่พยักหน้าอย่างแข็งขันและบังคับตนเองให้พูดจาเอาอกเอาใจนาง “เป็นศิษย์น้องเองที่โง่เขลา ศิษย์พี่ใหญ่ไม่เหมือนกับหมอดูเหล่านั้น ข้ามีประสบการณ์ตื้นเขิน..ขอท่านอย่าได้ใส่ใจเลย…”
ศิษย์พี่ใหญ่ไม่เหมือนคนอื่นจริงๆ ไหนเลยจะมีหมอดูที่ให้เงินคนอื่น
“ประสบการณ์ของเจ้าตื้นเขินจริงๆ” เซี่ยเฉียวพยักหน้า
เจียงจิ้นลู่สำลัก เขากระแอมแห้งๆ แล้วเอ่ยถามอีก “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านแน่ใจหรือว่าคนผู้นี้จะมาหาท่าน ที่ที่เราอาศัยอยู่นั้นใหญ่โตและกว้างขวาง แค่มองแวบแรกก็รู้แล้วว่าไม่ใช่…ที่ที่นักพรตพเนจรจะมีปัญญาอาศัยอยู่ได้…”
“เพราะอย่างนั้นแหละที่เขาจะมา หากข้ายากจน เขาอาจคิดว่าข้าพยายามหลอกเอาเงินเขา แน่นอนว่าข้าอยากโกงหลอกเอาเงินเขา แต่ข้าสร้างภาพว่าข้าไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง ให้เขาไว้ใจข้า” น้ำเสียงเซี่ยเฉียวกระฉับกระเฉง
“หลอกเอา…เงินเขา…”
นางยอมรับแล้วสินะ?
“หากอย่างนั้นที่ท่านบอกว่าเขากำลังมีเคราะห์…หรือจะต้องหาใครสักคน…มาแสดง…” เจียงจิ้นลู่รู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนเองหายไป